← บทความทั้งหมด WordPress

เว็บไซต์คืออะไร? มีกี่ประเภท ธุรกิจควรมีเว็บแบบไหน

เว็บไซต์ คือ กลุ่มหน้าเว็บภายใต้โดเมนเดียว ดูส่วนประกอบ วิธีทำงาน ประเภทของเว็บไซต์ และวิธีเลือกเว็บให้ตรงเป้าหมายธุรกิจ พร้อมข้อมูลจากผลงานจริง

AngkuL Oatwanit อัปเดตล่าสุด 31 ตุลาคม 2026
ภาพปกบทความเว็บไซต์ คืออะไร แล็ปท็อป แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนบนโต๊ะ แสดงเว็บบริษัท ร้านค้าออนไลน์ และบล็อก

เว็บไซต์ (Website) คือกลุ่มของหน้าเว็บหลายหน้าที่เชื่อมโยงถึงกัน อยู่ภายใต้ชื่อโดเมนเดียวกัน และเก็บไว้บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ต่อกับอินเทอร์เน็ต ใครก็เปิดดูได้ผ่านเบราว์เซอร์ เว็บไซต์แบ่งตามจุดประสงค์ได้หลายประเภท เช่น เว็บบริษัท ร้านค้าออนไลน์ บล็อก และ Landing Page ธุรกิจควรเลือกจากเป้าหมายว่าอยากให้คนเข้าเว็บแล้วทำอะไรต่อ

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

คำว่าเว็บไซต์ฟังดูพื้นฐานมาก แต่เวลาคุยกับเจ้าของธุรกิจที่อยากทำเว็บ ผมเจอบ่อยว่าคำถามจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่ “เว็บคืออะไร” แต่เป็น “แล้วธุรกิจเราควรมีเว็บแบบไหน ต้องมีกี่หน้า” บทความนี้เลยจะเริ่มจากความหมาย ส่วนประกอบ และวิธีทำงานแบบเข้าใจง่าย แล้วค่อยไปถึงประเภทของเว็บไซต์ พร้อมข้อมูลจากผลงานจริงของ eHowMe ว่าธุรกิจส่วนใหญ่เลือกทำเว็บแบบไหน

เว็บไซต์ เว็บเพจ โฮมเพจ ไม่ใช่คำเดียวกัน

สามคำนี้คนมักใช้ปนกัน ซึ่งในชีวิตประจำวันก็ไม่ได้ผิดร้ายแรงอะไร แต่ถ้าแยกได้ เวลาคุยงานกับคนทำเว็บหรือดูใบเสนอราคาจะเข้าใจตรงกันมากขึ้น เพราะราคาทำเว็บส่วนใหญ่คิดตาม “จำนวนหน้า” ไม่ใช่ “จำนวนเว็บ”

ตามนิยามของ MDN Web Docs หน้าเว็บ (web page) คือเอกสารหนึ่งหน้าที่เปิดในเบราว์เซอร์ได้ มี URL ของตัวเอง ส่วนเว็บไซต์คือกลุ่มของหน้าเว็บที่ลิงก์ถึงกันและใช้ชื่อโดเมนเดียวกัน และเว็บเซิร์ฟเวอร์คือคอมพิวเตอร์ที่เก็บเว็บไซต์ไว้ ซึ่งเครื่องเดียวเก็บได้หลายเว็บ

คำความหมายตัวอย่าง
เว็บไซต์ (Website)กลุ่มของหน้าเว็บทั้งหมดภายใต้โดเมนเดียวehowme.com ทั้งเว็บ
เว็บเพจ (Web page)หน้าเดียวในเว็บไซต์ มี URL ของตัวเองหน้าติดต่อเรา, หน้าบทความหนึ่งบทความ
โฮมเพจ (Homepage)หน้าแรกของเว็บไซต์ ที่เปิดเจอเมื่อพิมพ์แค่ชื่อโดเมนehowme.com/
เว็บเบราว์เซอร์ (Browser)โปรแกรมที่ใช้เปิดดูเว็บChrome, Safari, Edge
เสิร์ชเอนจิน (Search engine)บริการค้นหาหน้าเว็บ ไม่ใช่ตัวเว็บไซต์ของเราGoogle, Bing

อีกเรื่องที่เจอบ่อยคือหลายคนคิดว่า “Google คืออินเทอร์เน็ต” หรือ “เพจ Facebook ก็คือเว็บไซต์” จริงๆ แล้ว Google เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหา ส่วนเพจ Facebook คือหน้าหนึ่งที่อยู่บนเว็บไซต์ของ Facebook ไม่ใช่เว็บไซต์ของเราเอง ประเด็นนี้สำคัญกับธุรกิจมาก ผมจะเล่าต่อในช่วงท้าย

เว็บไซต์แรกของโลกหน้าตาเป็นยังไง

เว็บไซต์แรกของโลกเกิดขึ้นที่ CERN ศูนย์วิจัยฟิสิกส์ในยุโรป โดย Tim Berners-Lee ผู้คิดค้น World Wide Web ที่อยู่ของเว็บนั้นคือ info.cern.ch ซึ่งตอนนี้ CERN ยังเปิดให้ เข้าชมเว็บไซต์แรกของโลก ได้อยู่ หน้าตาเป็นแค่ตัวอักษรกับลิงก์สีน้ำเงิน ไม่มีรูป ไม่มีสีสัน แต่หลักการยังเหมือนเว็บทุกวันนี้ทุกอย่าง คือหน้าเว็บหลายหน้าที่ลิงก์ถึงกันภายใต้ที่อยู่เดียว

จากเว็บเดียวในตอนนั้น ทุกวันนี้ การสำรวจของ Netcraft เดือนกรกฎาคม 2026 ได้รับการตอบกลับจากเว็บไซต์ราว 1,494 ล้านเว็บ ภายใต้โดเมนราว 305 ล้านโดเมน ตัวเลขนี้นับรวมเว็บที่ไม่ได้ใช้งานจริงหรือหน้าที่จอดโดเมนไว้เฉยๆ ด้วย แต่ก็พอเห็นภาพว่าการมีเว็บอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้คนหาเจอด้วย

หน้าเว็บ The World Wide Web project บน info.cern.ch เว็บไซต์แรกของโลกจาก CERN ที่มีแต่ข้อความและลิงก์
หน้า The World Wide Web project บน info.cern.ch ที่ CERN ยังเปิดให้ดูได้

เว็บไซต์หนึ่งเว็บต้องมีอะไรบ้าง

ถ้าเทียบเว็บไซต์กับร้านค้าหนึ่งร้าน จะเห็นภาพง่ายที่สุด เว็บไซต์ทุกเว็บต้องมีอย่างน้อย 3 อย่าง และเว็บธุรกิจส่วนใหญ่ยุคนี้จะมีอย่างที่ 4 เพิ่มเข้ามา

  1. ชื่อโดเมน (Domain name) เหมือนบ้านเลขที่ของร้าน เช่น ehowme.com เป็นชื่อที่คนพิมพ์เพื่อเข้ามาหาเรา ต้องจดและต่ออายุเป็นรายปี ถ้าอยากรู้ละเอียดว่าเลือกยังไง ผมเขียนไว้ในบทความ โดเมนคืออะไร แล้ว
  2. โฮสติ้ง (Hosting) หรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ เหมือนตัวอาคารที่ร้านตั้งอยู่ เป็นพื้นที่เก็บไฟล์ของเว็บที่เปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
  3. ไฟล์และเนื้อหาของเว็บ เหมือนของที่วางขายและการตกแต่งร้าน ประกอบด้วย HTML (โครงสร้าง), CSS (หน้าตา), JavaScript (การโต้ตอบ) รวมถึงรูปภาพและข้อความทั้งหมด
  4. ระบบจัดการเนื้อหา (CMS) เหมือนหลังร้านที่เจ้าของเข้าไปจัดของเองได้ ไม่ต้องเขียนโค้ด เช่น WordPress ซึ่งตาม สถิติของ W3Techs ณ ปลายเดือนตุลาคม 2026 มีเว็บไซต์ทั่วโลกใช้อยู่ราว 39.5% ส่วนเว็บที่ไม่ได้ใช้ CMS ที่ W3Techs ติดตามมีราว 32.1%

ข้อ 4 ไม่ได้บังคับ เว็บหน้าเดียวที่ไม่ค่อยเปลี่ยนเนื้อหาจะเขียนเป็นไฟล์ HTML ตรงๆ ก็ได้ แต่ถ้าธุรกิจต้องอัปเดตสินค้า โปรโมชั่น หรือบทความบ่อย การมี CMS ช่วยให้เจ้าของแก้เองได้โดยไม่ต้องจ้างคนทุกครั้ง รายละเอียดเรื่องนี้อยู่ในบทความ CMS คืออะไร

โดเมนคือที่อยู่ โฮสติ้งคือตัวอาคาร ส่วนเนื้อหาคือของในร้าน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ลูกค้าก็เข้าร้านไม่ได้

เปิดเว็บหนึ่งครั้ง เบื้องหลังเกิดอะไรขึ้น

ตอนเราพิมพ์ชื่อเว็บแล้วกด Enter หน้าเว็บขึ้นมาในเสี้ยววินาที แต่เบื้องหลังมีหลายขั้นตอนเกิดขึ้นต่อกันแบบนี้

  1. เราพิมพ์ URL หรือคลิกลิงก์จาก Google เบราว์เซอร์จะดูว่าโดเมนนั้นคืออะไร
  2. เบราว์เซอร์ถามระบบ DNS ว่าโดเมนนี้อยู่ที่เซิร์ฟเวอร์ไหน (เหมือนเปิดสมุดโทรศัพท์หาเบอร์) แล้วได้หมายเลข IP กลับมา
  3. เบราว์เซอร์ส่งคำขอไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์เครื่องนั้นผ่าน HTTPS ว่าขอหน้านี้หน่อย
  4. เซิร์ฟเวอร์ส่งไฟล์ HTML, CSS, JavaScript และรูปภาพกลับมา ถ้าเป็นเว็บที่ใช้ CMS เซิร์ฟเวอร์จะดึงเนื้อหาจากฐานข้อมูลมาประกอบเป็นหน้าเว็บก่อนส่ง
  5. เบราว์เซอร์นำไฟล์ทั้งหมดมาแสดงผลเป็นหน้าเว็บที่เราเห็น
แผนภาพ 4 ขั้นตอนตอนเปิดเว็บไซต์ ตั้งแต่พิมพ์ชื่อเว็บ DNS หาที่อยู่เซิร์ฟเวอร์ เว็บเซิร์ฟเวอร์ส่งไฟล์ จนเบราว์เซอร์แสดงหน้าเว็บ
ลำดับสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่พิมพ์ชื่อเว็บจนหน้าเว็บแสดงผล

เข้าใจขั้นตอนนี้แล้วจะเห็นว่าทำไมเว็บถึงช้าหรือล่มได้ จุดไหนช้าก็กระทบทั้งหมด เช่น โฮสติ้งราคาถูกที่รับคนเข้าพร้อมกันไม่ไหว หรือรูปภาพในหน้าใหญ่เกินไปจนโหลดนาน ลูกค้าไม่รู้หรอกว่าช้าเพราะอะไร รู้แค่ว่าเว็บนี้ช้า แล้วก็กดออกไป

เว็บแบบ Static กับ Dynamic

ถ้าแบ่งตามวิธีทำงานเบื้องหลัง เว็บไซต์จะมี 2 แบบใหญ่ๆ

  • Static website หน้าเว็บเป็นไฟล์สำเร็จรูป ทุกคนเปิดเจอเหมือนกัน เร็วและปลอดภัย แต่ถ้าจะแก้เนื้อหาต้องแก้ไฟล์ เหมาะกับเว็บแนะนำตัวที่ไม่ค่อยเปลี่ยน
  • Dynamic website หน้าเว็บถูกสร้างขึ้นตอนมีคนเปิด ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล เนื้อหาเปลี่ยนตามผู้ใช้หรือเวลาได้ เช่น ตะกร้าสินค้า ระบบสมาชิก หรือเว็บที่ใช้ WordPress

ผู้ใช้ทั่วไปไม่ต้องสนใจเรื่องนี้มากก็ได้ แต่เจ้าของธุรกิจควรรู้ไว้ เพราะมีผลกับค่าดูแลและการอัปเดตในระยะยาว

เว็บไซต์มีกี่ประเภท

ถ้าค้นดูจะเจอการแบ่งประเภทเว็บไซต์ตั้งแต่ 5 ถึง 10 กว่าประเภท ซึ่งไม่มีแบบไหนผิด เพราะแต่ละที่ใช้เกณฑ์ต่างกัน ผมขอแบ่งตาม “สิ่งที่อยากให้คนเข้าเว็บทำ” เพราะเป็นเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจได้จริงตอนจะทำเว็บให้ธุรกิจ

1. เว็บไซต์บริษัทหรือองค์กร (Corporate website)

เป้าหมายคือสร้างความน่าเชื่อถือ บอกว่าเราเป็นใคร ทำอะไร และติดต่อยังไง มักมีหน้าแรก เกี่ยวกับเรา บริการหรือสินค้า ผลงาน และติดต่อเรา เหมาะกับธุรกิจบริการ โรงงาน คลินิก บริษัทรับเหมา หรือธุรกิจ B2B ที่ลูกค้าต้องการตรวจสอบก่อนตัดสินใจ

2. เว็บไซต์ขายของออนไลน์ (E-commerce)

เป้าหมายคือให้ลูกค้าเลือกสินค้า ใส่ตะกร้า และจ่ายเงินได้จบในเว็บ ต้องมีระบบสินค้า ตะกร้า ชำระเงิน คำนวณค่าส่ง และจัดการออเดอร์ งานแบบนี้ซับซ้อนกว่าเว็บบริษัทพอสมควร ถ้าใช้ WordPress มักทำด้วย WooCommerce

3. เว็บไซต์บล็อกหรือคอนเทนต์ (Blog)

เป้าหมายคือให้ความรู้และดึงคนจาก Google เข้ามาอ่าน เน้นบทความที่อัปเดตต่อเนื่อง ปัจจุบันธุรกิจจำนวนมากไม่ได้ทำบล็อกแยก แต่ใส่ส่วนบทความไว้ในเว็บบริษัทเลย อย่าง ehowme.com เองก็เป็นแบบนั้น คือเป็นเว็บบริการที่มีส่วนบทความอยู่ข้างใน

4. Landing Page

เป็นหน้าเดียวที่ทำมาเพื่อให้คนทำสิ่งเดียว เช่น กรอกฟอร์ม ทักแชต หรือซื้อสินค้าตัวเดียว นิยมใช้คู่กับการยิงโฆษณา ไม่จำเป็นต้องเป็นเว็บไซต์เต็มรูปแบบ ความต่างระหว่างสองแบบนี้ผมอธิบายไว้ใน Landing Page คืออะไร

5. เว็บไซต์พอร์ตโฟลิโอ (Portfolio)

เว็บแสดงผลงานของบุคคลหรือสตูดิโอ เช่น ช่างภาพ นักออกแบบ สถาปนิก เน้นรูปภาพและผลงานเป็นหลัก ข้อความน้อย

6. เว็บไซต์การศึกษาและองค์กรไม่แสวงหากำไร

เว็บโรงเรียน สถาบันกวดวิชา มูลนิธิ หรือสมาคม เน้นข่าวสาร กิจกรรม ข้อมูลการรับสมัคร หรือช่องทางบริจาค

7. ประเภทอื่นๆ ที่ธุรกิจทั่วไปไม่ค่อยได้ทำเอง

เช่น เว็บข่าว เว็บบอร์ดหรือฟอรัม (อย่าง Pantip) เว็บโซเชียลมีเดีย และเว็บแอปพลิเคชัน (Web application) อย่างระบบจองคิวหรือระบบหลังบ้านที่ทำงานเหมือนโปรแกรม พวกนี้ต้องลงทุนพัฒนาสูงกว่าและมักเป็นโปรเจกต์เฉพาะทาง

ในชีวิตจริง เว็บไซต์ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นลูกผสม เช่น เว็บบริษัทที่มีบล็อก หรือร้านค้าออนไลน์ที่มีหน้าผลงานและหน้าเกี่ยวกับเรา การแบ่งประเภทเลยมีไว้ช่วยคิด ไม่ใช่กรอบที่ต้องเลือกแค่อย่างเดียว

จากผลงานที่ผ่านมา ธุรกิจส่วนใหญ่ทำเว็บแบบไหน

ผมลองนับผลงานในหน้า ผลงานของ eHowMe ซึ่งแต่ละชิ้นจัดหมวดตามประเภทเว็บไว้ (นับวันที่ 29 ตุลาคม 2026) ได้ทั้งหมด 84 ผลงาน แบ่งได้แบบนี้

ประเภทเว็บไซต์จำนวนผลงานสัดส่วนโดยประมาณ
เว็บไซต์บริษัท4756%
เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ2125%
เว็บไซต์บล็อก1012%
เว็บไซต์การศึกษา โรงเรียน34%
เว็บไซต์องค์กรไม่แสวงหากำไร22%
เว็บไซต์พอร์ตโฟลิโอ11%
หน้าผลงานของ eHowMe ที่กรองผลงานตามประเภทเว็บไซต์ เช่น เว็บไซต์บริษัท 47 ผลงาน และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ 21 ผลงาน
ตัวกรองประเภทเว็บไซต์ในหน้าผลงานของ eHowMe

ตัวเลขนี้เป็นแค่ข้อมูลจากงานของเราเอง ไม่ได้แทนภาพรวมของทั้งประเทศ แต่ก็พอบอกอะไรได้บางอย่าง เว็บบริษัทมีมากกว่าครึ่ง เพราะธุรกิจไทยจำนวนมากยังปิดการขายผ่านโทรศัพท์หรือ LINE อยู่ เว็บเลยทำหน้าที่เป็นหน้าร้านให้ลูกค้าเช็กความน่าเชื่อถือก่อนติดต่อ ส่วนเว็บขายของมีราวหนึ่งในสี่ ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ที่มีสินค้าชัดเจนและอยากลดการพึ่งพามาร์เก็ตเพลส

ธุรกิจของเราควรมีเว็บแบบไหน

วิธีที่ผมใช้ถามลูกค้าก่อนเริ่มงานเสมอคือ “อยากให้คนที่เข้าเว็บทำอะไรเป็นอย่างแรก” คำตอบนี้แทบจะบอกประเภทเว็บให้เลย

อยากให้ลูกค้าทำอะไรประเภทเว็บที่เหมาะหน้าหรือฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้
รู้จัก เชื่อถือ แล้วโทรหรือทัก LINEเว็บไซต์บริษัทบริการ, ผลงาน/รีวิว, ติดต่อเรา, ปุ่มโทร/LINE
สั่งซื้อและจ่ายเงินในเว็บเลยเว็บอีคอมเมิร์ซหน้าสินค้า, ตะกร้า, ชำระเงิน, นโยบายคืนสินค้า
กรอกฟอร์มจากโฆษณาตัวเดียวLanding Pageข้อเสนอชัดเจน, ฟอร์มสั้น, ปุ่ม CTA เดียว
ค้นเจอใน Google แล้วอ่านต่อเว็บบริษัท + ส่วนบทความบทความที่ตอบคำถามลูกค้า, หมวดหมู่ชัด
ดูผลงานแล้วจ้างพอร์ตโฟลิโอแกลเลอรีผลงาน, ประวัติ, ช่องทางติดต่อ
นัดหมายหรือจองคิวเว็บบริษัท + ระบบจองปฏิทินนัดหมาย, แจ้งเตือน, ข้อมูลบริการและราคา

ข้อแนะนำของผมสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่ม คืออย่าเพิ่งทำทุกอย่างพร้อมกัน เริ่มจากเว็บบริษัทที่หน้าไม่เยอะแต่ข้อมูลครบ แล้วค่อยเพิ่มส่วนบทความหรือระบบขายของเมื่อเห็นว่าลูกค้าใช้งานจริง ข้อดีของการใช้ CMS อย่าง WordPress ตรงนี้คือขยายต่อได้ ไม่ต้องรื้อทำใหม่

เรื่องงบก็เป็นอีกปัจจัยที่ตัดสินใจ เพราะเว็บแต่ละประเภทราคาต่างกันมาก เว็บบริษัท 3-5 หน้ากับเว็บขายของที่มีระบบชำระเงินใช้เวลาและงานคนละระดับ ผมแยก ราคาทำเว็บไซต์ตามประเภทเว็บ ไว้ให้เทียบแล้ว

มี Facebook กับ LINE OA แล้ว ยังต้องมีเว็บไซต์อีกไหม

คำถามนี้เจอแทบทุกสัปดาห์ ผมไม่คิดว่าทุกธุรกิจต้องมีเว็บไซต์ทันที ร้านเล็กที่ขายในพื้นที่และลูกค้าทักแชตอยู่แล้ว อาจเริ่มจาก Google Business Profile กับ LINE OA ก่อนก็พอ แต่ถ้าธุรกิจเริ่มโต มีเหตุผลหลักๆ ที่ควรมีเว็บของตัวเอง

  • เป็นพื้นที่ของเราเอง เพจหรือบัญชีโซเชียลอยู่ภายใต้กฎของแพลตฟอร์ม ถ้าโดนปิดหรือแพลตฟอร์มเปลี่ยนการมองเห็นโพสต์ เราแทบทำอะไรไม่ได้ ส่วนเว็บไซต์กับโดเมนเป็นของเรา
  • ถูกค้นเจอใน Google คนที่ค้นหาบริการแบบเจาะจงมักกำลังจะตัดสินใจ เว็บที่ทำ SEO ดีมีโอกาสได้ลูกค้ากลุ่มนี้ทุกวันโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาต่อคลิก
  • ดูน่าเชื่อถือกว่า โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ราคาสูง หรือบริการที่ลูกค้าต้องมั่นใจก่อน เช่น คลินิก ผู้รับเหมา บริษัทขนส่ง
  • วัดผลได้ละเอียด เชื่อมกับเครื่องมืออย่าง Google Analytics และ Search Console ดูได้ว่าลูกค้ามาจากไหน สนใจหน้าไหน

โซเชียลเหมาะกับการคุยและสร้างการรับรู้ ส่วนเว็บไซต์เหมาะกับการเป็นที่ที่ลูกค้าตั้งใจเข้ามาหาข้อมูล ทั้งสองอย่างทำงานเสริมกัน ไม่ได้แทนกัน

อยากมีเว็บไซต์สักเว็บ เริ่มจากตรงไหนดี

  1. ตั้งเป้าหมายให้ชัด ตอบให้ได้ว่าอยากให้คนเข้าเว็บแล้วทำอะไร ใช้ตารางด้านบนช่วยเลือกประเภทเว็บ
  2. ร่างรายการหน้าและเนื้อหา เขียนออกมาว่าจะมีหน้าอะไรบ้าง และเตรียมข้อความ รูปภาพ โลโก้ ผลงาน หรือรีวิวไว้ เนื้อหาเป็นส่วนที่ทำให้งานล่าช้ามากที่สุด
  3. จดโดเมนและเลือกโฮสติ้ง เลือกชื่อที่สั้น จำง่าย และควรจดในชื่อของเจ้าของธุรกิจเอง
  4. เลือกวิธีทำเว็บ ทำเองด้วยเว็บสำเร็จรูป ทำเองด้วย WordPress หรือจ้างคนทำ แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกันเรื่องเวลา งบ และความยืดหยุ่น
  5. วางพื้นฐาน SEO และการวัดผลตั้งแต่แรก เช่น โครงสร้างหัวข้อ URL ภาษาอังกฤษ ความเร็วบนมือถือ และติดตั้งเครื่องมือวัดผล
  6. วางแผนดูแลหลังเปิดเว็บ อัปเดตระบบ สำรองข้อมูล และต่ออายุโดเมน/โฮสติ้งทุกปี เว็บที่เปิดแล้วทิ้งไว้มักมีปัญหาความปลอดภัยตามมา

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณเหมาะกับเว็บแบบไหน หรืออยากให้ช่วยประเมินหน้าและงบที่ต้องใช้ ดูรายละเอียด บริการรับทำเว็บไซต์ WordPress แล้วทักมาคุยกันก่อนได้ครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเว็บไซต์

เว็บไซต์ คือ อะไร อธิบายแบบสั้นๆ

เว็บไซต์คือกลุ่มของหน้าเว็บที่ลิงก์ถึงกันภายใต้ชื่อโดเมนเดียว เก็บไว้บนเว็บเซิร์ฟเวอร์ และเปิดดูได้ผ่านเบราว์เซอร์ เช่น Chrome หรือ Safari

เว็บไซต์กับเว็บเพจต่างกันยังไง

เว็บเพจคือหน้าเดียวที่มี URL ของตัวเอง ส่วนเว็บไซต์คือหน้าเว็บทั้งหมดที่อยู่ภายใต้โดเมนเดียวกัน เว็บไซต์หนึ่งเว็บจึงมีได้ตั้งแต่หนึ่งหน้าไปจนถึงหลายพันหน้า

เว็บไซต์มีกี่ประเภท

ไม่มีจำนวนตายตัว ขึ้นกับเกณฑ์ที่ใช้แบ่ง ถ้าแบ่งตามจุดประสงค์ ประเภทหลักที่ธุรกิจใช้คือเว็บบริษัท เว็บขายของออนไลน์ บล็อก Landing Page พอร์ตโฟลิโอ และเว็บการศึกษาหรือองค์กรไม่แสวงหากำไร ถ้าแบ่งตามการทำงานจะมี Static กับ Dynamic

ทำเว็บไซต์ต้องมีอะไรบ้าง

อย่างน้อยต้องมีชื่อโดเมน โฮสติ้งสำหรับเก็บไฟล์ และเนื้อหาของเว็บ ถ้าต้องการแก้ไขเนื้อหาเองโดยไม่เขียนโค้ด ควรใช้ระบบจัดการเนื้อหา (CMS) อย่าง WordPress ร่วมด้วย

มีเพจ Facebook แล้ว ต้องมีเว็บไซต์ด้วยไหม

ไม่จำเป็นต้องมีทันทีสำหรับร้านเล็ก แต่เมื่อธุรกิจโตขึ้น เว็บไซต์ช่วยให้มีพื้นที่ของตัวเองที่ไม่ขึ้นกับกฎแพลตฟอร์ม ถูกค้นเจอใน Google ดูน่าเชื่อถือกว่า และวัดผลได้ละเอียดกว่า

สรุปสั้นๆ เว็บไซต์คือหน้าเว็บหลายหน้าที่อยู่ภายใต้โดเมนเดียว ทำงานด้วยโดเมน โฮสติ้ง และเนื้อหา ส่วนประเภทของเว็บไม่ได้สำคัญเท่าการรู้ว่าอยากให้ลูกค้าทำอะไรเมื่อเข้ามา ตอบข้อนี้ได้ การเลือกเว็บที่เหมาะกับธุรกิจก็ง่ายขึ้นเยอะ

เขียนโดย AngkuL Oatwanit

ชอบการเล่าเรื่องและนำเสนอเนื้อหาให้อ่านแล้วรู้สึกสนุก น่าสนใจ และเข้าใจง่าย ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการทำเว็บไซต์ด้วย WordPress และการทำ SEO เลยพอเข้าใจว่าควรจัดวางเนื้อหาแบบไหนให้ทั้งคนอ่านชอบ และค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านบทความทั้งหมด →
@ehowme จ้างงานผ่าน Fastwork เบอร์โทร Facebook