← บทความทั้งหมด WordPress

CMS คืออะไร? ระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ มีกี่แบบ เลือกยังไงดี

AngkuL Oatwanit อัปเดตล่าสุด 27 ตุลาคม 2026
ภาพปกบทความ CMS คืออะไร แล็ปท็อปเปิดหน้าหลังบ้านระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์บนโต๊ะทำงานโทนสีฟ้าอ่อน

CMS (Content Management System) คือ ระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ ที่ให้เจ้าของเว็บเพิ่มหน้า เขียนบทความ อัปโหลดรูป หรือแก้ข้อความผ่านหน้าหลังบ้านได้เอง โดยไม่ต้องเขียนโค้ด ระบบจะเก็บเนื้อหาไว้ในฐานข้อมูลแล้วนำไปแสดงผลตามดีไซน์ที่ตั้งไว้ ตัวอย่างที่คนไทยรู้จักกันดีคือ WordPress, Wix, Shopify และ MakeWebEasy

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ตามข้อมูลของ W3Techs (ต.ค. 2026) เว็บไซต์ทั่วโลกราว 67.9% ใช้ CMS ตัวใดตัวหนึ่ง มีแค่ 32.1% ที่ไม่ได้ใช้ระบบที่ W3Techs ติดตาม แปลว่าทุกวันนี้การทำเว็บโดยไม่มี CMS กลายเป็นข้อยกเว้นไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องปกติ

บทความนี้จะอธิบายว่า CMS ทำงานยังไง มีกี่แบบ แต่ละแบบเหมาะกับใคร และถ้าคุณกำลังจะทำเว็บให้ธุรกิจ ควรเลือกจากอะไร ผมจะพยายามเล่าจากมุมของคนที่ต้องใช้งานจริง ไม่ใช่แค่นิยามในตำรา

CMS คืออะไร ลองนึกภาพร้านอาหารดู

ลองนึกถึงร้านอาหารที่มีครัวกับหน้าร้าน ครัวคือที่เตรียมวัตถุดิบและทำอาหาร ส่วนหน้าร้านคือที่ลูกค้านั่งกิน จานเดียวกันจะเสิร์ฟในจานแบบไหน จัดโต๊ะยังไง เป็นเรื่องของหน้าร้าน ครัวไม่ต้องรู้

CMS แบ่งงานแบบเดียวกัน

  • หลังบ้าน (Admin) คือครัว เจ้าของเว็บเข้ามาพิมพ์บทความ ใส่รูป ตั้งราคาสินค้า
  • ฐานข้อมูล คือห้องเก็บวัตถุดิบ เนื้อหาทุกชิ้นถูกเก็บไว้ที่นี่ แยกจากหน้าตาเว็บ
  • ธีมหรือเทมเพลต คือหน้าร้าน กำหนดว่าเนื้อหาจะออกมาหน้าตาแบบไหน สีอะไร ฟอนต์อะไร

เพราะเนื้อหากับหน้าตาแยกจากกัน คุณจึงเปลี่ยนดีไซน์ทั้งเว็บได้โดยบทความไม่หาย หรือแก้ข้อความหน้าเดียวโดยไม่ต้องไปยุ่งกับดีไซน์เลย ตรงนี้คือหัวใจของ CMS ทุกตัว

ก่อนมี CMS เว็บทำกันยังไง

สมัยก่อน เว็บแต่ละหน้าคือไฟล์ HTML หนึ่งไฟล์ ถ้าเว็บมี 30 หน้า ก็มี 30 ไฟล์ อยากแก้เบอร์โทรที่ท้ายเว็บ ต้องเปิดแก้ทั้ง 30 ไฟล์ แล้วอัปโหลดขึ้นเซิร์ฟเวอร์ใหม่ เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ทำเองไม่ได้ ต้องจ้างโปรแกรมเมอร์ทุกครั้ง

เว็บแบบ HTML ล้วนยังมีที่ใช้อยู่ เช่นหน้าโปรไฟล์เล็กๆ ที่แทบไม่เคยแก้ แต่ถ้าธุรกิจต้องลงข่าว ลงโปรโมชัน หรือเพิ่มสินค้าเป็นประจำ การไม่มี CMS จะกลายเป็นต้นทุนแฝงที่จ่ายไปเรื่อยๆ

CMS ไม่ได้ทำให้เว็บสวยขึ้น แต่ทำให้คนที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ดูแลเว็บของตัวเองได้

เบื้องหลังเวลามีคนเปิดหน้าเว็บ

CMS ส่วนใหญ่ประกอบด้วยสองส่วนที่ทำงานคู่กัน ฝั่งแรกเป็นส่วนที่คนดูแลเว็บใช้สร้างและแก้เนื้อหา (บางตำราเรียกว่า CMA หรือ Content Management Application) อีกฝั่งเป็นส่วนที่ดึงเนื้อหาออกไปแสดงให้ผู้เข้าชม (CDA หรือ Content Delivery Application)

ลำดับคร่าวๆ ตอนมีคนเปิดบทความหนึ่งหน้า

  1. เบราว์เซอร์ส่งคำขอไปที่เซิร์ฟเวอร์ตาม URL ที่พิมพ์
  2. CMS ดูว่า URL นี้ตรงกับเนื้อหาชิ้นไหน แล้วดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล
  3. ระบบเอาเนื้อหาไปใส่ในเทมเพลตของธีม ประกอบเป็นหน้า HTML
  4. ส่งหน้าเว็บที่เสร็จแล้วกลับไปให้เบราว์เซอร์แสดงผล
แผนภาพการทำงานของ CMS จากหลังบ้าน เก็บเนื้อหาในฐานข้อมูล ดึงไปใส่ธีม แล้วประกอบเป็นหน้าเว็บที่ผู้เข้าชมเห็น
เนื้อหาเดินทางจากหลังบ้าน ผ่านฐานข้อมูลและธีม ก่อนกลายเป็นหน้าเว็บ

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที และเพราะต้องประกอบหน้าใหม่ทุกครั้ง เว็บที่ใช้ CMS จึงมักใช้ระบบแคชช่วยเก็บหน้าที่ประกอบเสร็จแล้วไว้ เพื่อไม่ให้เซิร์ฟเวอร์ทำงานหนักซ้ำๆ เรื่องนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่เว็บ CMS บางเว็บช้า ถ้าไม่ได้ตั้งค่าให้ดี

CMS ช่วยอะไรได้บ้างในงานจริง

ฟีเจอร์ที่ CMS แทบทุกตัวมีให้ ไม่ว่าจะฟรีหรือเสียเงิน

  • แก้ไขเนื้อหาแบบเห็นภาพ พิมพ์ จัดหัวข้อ ใส่รูป ใส่ตาราง คล้ายใช้โปรแกรมเอกสาร
  • คลังรูปและไฟล์ อัปโหลดครั้งเดียว ใช้ซ้ำได้หลายหน้า
  • ผู้ใช้หลายระดับ เช่น ให้พนักงานเขียนบทความได้ แต่กดเผยแพร่ไม่ได้ ต้องให้หัวหน้าตรวจก่อน
  • ตั้งเวลาเผยแพร่ เขียนไว้ล่วงหน้า แล้วให้ระบบโพสต์เองตามวันเวลาที่กำหนด
  • ประวัติการแก้ไข ย้อนกลับไปเวอร์ชันก่อนหน้าได้ถ้าแก้พลาด
  • ช่องตั้งค่า SEO เช่น ชื่อหน้า คำอธิบาย และ URL ของแต่ละหน้า (บางตัวต้องลงส่วนเสริมเพิ่ม)
  • ส่วนเสริม เพิ่มความสามารถ เช่น ฟอร์มติดต่อ ระบบจองคิว ร้านค้าออนไลน์ หลายภาษา

ข้อสุดท้ายคือจุดที่ CMS แต่ละตัวต่างกันมากที่สุด ยกตัวอย่าง WordPress มีปลั๊กอินฟรีใน คลังปลั๊กอินของ WordPress.org มากกว่า 76,000 ตัว ขณะที่เว็บสำเร็จรูปบางเจ้าให้เลือกเฉพาะส่วนเสริมที่ผู้ให้บริการทำไว้เท่านั้น

CMS มีกี่แบบ แต่ละแบบเหมาะกับใคร

ถ้าแบ่งตามวิธีใช้งาน CMS ที่ธุรกิจทั่วไปจะเจอมีอยู่ 4 กลุ่มใหญ่ๆ

1. CMS โอเพนซอร์สที่ติดตั้งบนโฮสติ้งของตัวเอง

เช่น WordPress, Joomla, Drupal ตัวซอฟต์แวร์ใช้ฟรี แต่คุณต้องมีโดเมนและโฮสติ้งเอง แล้วติดตั้งระบบลงไป ข้อดีคือเป็นเจ้าของเว็บและข้อมูลทั้งหมด ย้ายโฮสต์ได้ แก้ได้ทุกส่วน อย่าง WordPress ใช้สัญญาอนุญาต GPL ซึ่งตาม หน้า About ของ WordPress.org ให้สิทธิ์ใช้ ศึกษา แก้ไข และแจกจ่ายต่อได้ ข้อแลกคือต้องมีคนคอยอัปเดตและดูแลความปลอดภัย

2. เว็บสำเร็จรูป (SaaS Website Builder)

เช่น Wix, Squarespace หรือเจ้าไทยอย่าง MakeWebEasy, LnwShop สมัครแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องยุ่งเรื่องโฮสติ้งหรืออัปเดต จ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี เหมาะกับคนที่อยากได้เว็บเร็ว ดูแลน้อย แต่จะถูกจำกัดอยู่ในสิ่งที่แพลตฟอร์มอนุญาต และถ้าวันหนึ่งอยากย้ายออก มักย้ายดีไซน์ไปด้วยไม่ได้

3. CMS สำหรับร้านค้าออนไลน์

เช่น Shopify, PrestaShop หรือ WooCommerce (ปลั๊กอินร้านค้าที่ติดตั้งบน WordPress) ออกแบบมาเพื่อจัดการสินค้า สต็อก ตะกร้า การชำระเงิน และการจัดส่งโดยเฉพาะ ถ้าหัวใจของเว็บคือการขาย ควรเริ่มดูจากกลุ่มนี้

4. Headless CMS

แบบนี้ตัดส่วน “หน้าร้าน” ออก เหลือแค่หลังบ้านกับฐานข้อมูล แล้วส่งเนื้อหาออกไปผ่าน API ให้แอปมือถือ เว็บที่เขียนด้วย React หรือหน้าจอป้ายดิจิทัลดึงไปแสดง ตัวอย่างเช่น Strapi, Contentful หรือแม้แต่ WordPress เองก็ทำงานแบบนี้ได้ผ่าน WordPress REST API

Headless ยืดหยุ่นมาก แต่ต้องมีทีมนักพัฒนาสร้างหน้าบ้านเอง สำหรับเว็บบริษัทหรือเว็บร้านค้าทั่วไป ผมมองว่ายังไม่จำเป็น เหมาะกับองค์กรที่ต้องส่งเนื้อหาชุดเดียวไปหลายช่องทางพร้อมกันมากกว่า

แบบของ CMSตัวอย่างค่าใช้จ่ายหลักความยืดหยุ่นใครดูแลระบบเหมาะกับ
โอเพนซอร์ส ติดตั้งเองWordPress, Joomla, Drupalโดเมน + โฮสติ้ง + ธีม/ปลั๊กอิน (บางตัว)สูงมากเจ้าของเว็บหรือคนที่จ้างเว็บบริษัท บล็อก เว็บที่อยากโตต่อ
เว็บสำเร็จรูป (SaaS)Wix, Squarespace, MakeWebEasy, LnwShopค่าแพ็กเกจรายเดือน/รายปีปานกลางผู้ให้บริการร้านเล็ก อยากได้เว็บเร็ว ดูแลน้อย
ร้านค้าออนไลน์Shopify, WooCommerce, PrestaShopค่าแพ็กเกจหรือโฮสติ้ง + ค่าธรรมเนียมชำระเงินปานกลางถึงสูงแล้วแต่ตัวธุรกิจที่ขายสินค้าบนเว็บเป็นหลัก
HeadlessStrapi, Contentful, WordPress + REST APIค่าพัฒนาหน้าบ้าน + ค่าระบบสูงสุดทีมนักพัฒนาองค์กรที่มีหลายแอป/หลายช่องทาง

ถ้ากำลังลังเลระหว่างกลุ่มที่ 1 กับ 2 ผมเคยเทียบค่าใช้จ่ายระยะยาวไว้ในบทความ เว็บสำเร็จรูป vs WordPress ลองดูประกอบได้

คนไทยใช้ CMS ตัวไหนกันเยอะ

ภาพรวมทั่วโลกจาก W3Techs ณ ต.ค. 2026 WordPress ถูกใช้บนเว็บไซต์ 39.6% ของทั้งหมด คิดเป็นส่วนแบ่ง 58.3% ในกลุ่มเว็บที่ใช้ CMS รองลงมาคือ Shopify (5.3% ของเว็บทั้งหมด), Wix (4.2%) และ Squarespace (2.4%)

ที่น่าสนใจกว่าคือฝั่งเว็บภาษาไทย สถิติของ W3Techs เฉพาะเว็บที่ใช้ภาษาไทย (ข้อมูลวันที่ 27 ต.ค. 2026) พบว่าในบรรดาเว็บไทยที่ตรวจได้ว่าใช้ CMS ตัวไหน

กราฟ W3Techs แสดงสัดส่วน CMS ในเว็บไซต์ภาษาไทย WordPress 63.1% LnwShop 9.6% MakeWebEasy 7.9%
สัดส่วน CMS ในเว็บไซต์ภาษาไทย ที่มา: W3Techs (27 ต.ค. 2026)
CMSสัดส่วนในเว็บภาษาไทยประเภท
WordPress63.1%โอเพนซอร์ส ติดตั้งเอง
LnwShop9.6%แพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์สำเร็จรูป
MakeWebEasy7.9%เว็บสำเร็จรูป

ตัวเลขนี้บอกอะไรบางอย่าง ในไทย WordPress มีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเสียอีก และสองอันดับถัดมาเป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทยทั้งคู่ ไม่ใช่ Wix หรือ Shopify อย่างที่หลายคนอาจคิด ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากระบบชำระเงินและการจัดส่งที่ทำมาสำหรับตลาดไทยโดยตรง

ในเว็บไทยที่ระบุ CMS ได้ ทุก 10 เว็บจะมีราว 6 เว็บที่ใช้ WordPress

อย่างไรก็ตาม สถิตินี้วัดจากจำนวนเว็บ ไม่ได้วัดว่าเว็บไหนขายดีหรือได้ผลกว่า ตัวที่คนใช้เยอะที่สุดไม่ได้แปลว่าเหมาะกับทุกธุรกิจ

ข้อดีของการใช้ CMS

  • แก้เว็บเองได้ เปลี่ยนราคา ลงโปรโมชัน เพิ่มบทความ ทำได้ภายในไม่กี่นาที ไม่ต้องรอคิวโปรแกรมเมอร์
  • หน้าตาเว็บสม่ำเสมอ ทุกหน้าใช้เทมเพลตเดียวกัน ไม่มีหน้าไหนหลุดดีไซน์
  • ทำงานเป็นทีมได้ แบ่งสิทธิ์ผู้เขียน ผู้ตรวจ ผู้ดูแลระบบ
  • ต่อยอดง่าย วันนี้เป็นเว็บบริษัท ปีหน้าอยากเพิ่มร้านค้าหรือระบบจอง ก็เพิ่มได้โดยไม่ต้องรื้อเว็บ
  • ช่วยเรื่อง SEO พื้นฐาน ตั้งชื่อหน้า คำอธิบาย URL และสร้าง Sitemap ได้จากหลังบ้าน

ข้อเสียที่คนขายมักไม่ค่อยพูด

CMS ไม่ได้มีแต่ข้อดี มีบางเรื่องที่ควรรู้ก่อนเลือก

  • ต้องอัปเดตสม่ำเสมอ โดยเฉพาะแบบติดตั้งเอง ตัวระบบ ธีม และปลั๊กอินที่ไม่ได้อัปเดตเป็นช่องทางหลักที่เว็บโดนเจาะ
  • ลงส่วนเสริมเยอะเกินไปแล้วเว็บช้า ทุกปลั๊กอินเพิ่มโค้ดที่ต้องโหลด ควรลงเท่าที่ใช้จริง ผมรวมตัวที่จำเป็นจริงๆ ไว้ใน ปลั๊กอิน WordPress ที่ควรมี แล้ว
  • ติดกับแพลตฟอร์ม กรณีเว็บสำเร็จรูป ถ้าเลิกจ่ายหรือผู้ให้บริการปรับราคา ทางเลือกค่อนข้างน้อย
  • ไม่ได้ฟรีจริงทั้งหมด แม้ซอฟต์แวร์ฟรี ก็ยังมีค่าโดเมน โฮสติ้ง ธีมหรือปลั๊กอินแบบเสียเงิน และค่าดูแล
  • มีช่วงเรียนรู้ หลังบ้านบางตัวมีเมนูเยอะ คนที่ไม่เคยใช้อาจต้องใช้เวลาสักพัก

เลือก CMS ให้ธุรกิจ ถามตัวเองก่อน 6 ข้อ

แทนที่จะเริ่มจากว่า “ตัวไหนดีที่สุด” ผมแนะนำให้เริ่มจากคำถามเหล่านี้ คำตอบจะบอกเองว่าควรไปทางไหน

  1. ใครจะเป็นคนแก้เว็บ ถ้าเป็นพนักงานที่ไม่ถนัดคอมพิวเตอร์ ต้องเลือกตัวที่หลังบ้านใช้ง่าย
  2. เว็บจะมีเนื้อหาเพิ่มบ่อยแค่ไหน ถ้าจะเขียนบทความหรือลงสินค้าใหม่ทุกสัปดาห์ ระบบจัดการบทความและ SEO ต้องดี
  3. ต้องขายของบนเว็บไหม ถ้าใช่ ให้ดูระบบตะกร้า การชำระเงินที่รองรับในไทย และการคำนวณค่าส่ง
  4. งบระยะยาวเท่าไหร่ ดูค่าใช้จ่ายรวม 3 ปี ไม่ใช่แค่ราคาเดือนแรก
  5. อยากเป็นเจ้าของข้อมูลแค่ไหน ถ้าวันหนึ่งต้องย้าย ส่งออกบทความ สินค้า และรายชื่อลูกค้าออกมาได้หรือเปล่า
  6. มีคนช่วยดูแลไหม CMS ที่คนใช้เยอะจะหาคนดูแลหรือแก้ปัญหาได้ง่ายกว่า

ถ้าให้ผมแนะนำแบบสั้นๆ

นี่เป็นความเห็นจากงานที่ผมทำ ไม่ใช่กฎตายตัว

  • ร้านเล็กที่อยากมีหน้าเว็บไว้ให้ข้อมูล แก้น้อย และไม่อยากยุ่งเรื่องเทคนิคเลย เว็บสำเร็จรูปก็เพียงพอ
  • ธุรกิจที่จะใช้เว็บหาลูกค้าจาก Google ทำบทความต่อเนื่อง หรือมีแผนเพิ่มฟีเจอร์ในอนาคต WordPress ยืดหยุ่นกว่าและไม่ผูกกับผู้ให้บริการรายเดียว ถ้ายังไม่รู้จักตัวนี้ ลองอ่าน WordPress คืออะไร ก่อน
  • ร้านที่ขายสินค้าจำนวนมากเป็นหลัก ให้เทียบแพลตฟอร์มร้านค้าโดยตรง ทั้ง WooCommerce, Shopify และแพลตฟอร์มไทย
  • องค์กรที่มีแอปมือถือ หลายแบรนด์ หรือหลายช่องทาง ค่อยพิจารณา Headless

CMS ที่ดีที่สุด คือตัวที่คนในทีมใช้ได้จริงทุกวัน และยังรองรับธุรกิจในอีก 3 ปีข้างหน้า

เรื่องงบ ถ้าอยากเห็นตัวเลขจริงว่าเว็บแต่ละประเภทใช้เงินประมาณเท่าไหร่ ผมแยกไว้ในบทความ ราคาทำเว็บไซต์แยกตามประเภท

CMS เกี่ยวกับ SEO ยังไง

CMS ไม่ได้ทำให้เว็บติดอันดับ Google เอง แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้งาน SEO ทำได้ง่ายหรือยาก สิ่งที่ควรเช็กใน CMS ที่จะเลือก

  • ตั้ง Title และ Meta Description แยกแต่ละหน้าได้
  • กำหนด URL (slug) เองได้ เช่นใช้ภาษาอังกฤษสั้นๆ แทนตัวเลขหรือภาษาไทยที่ถูกแปลงเป็นรหัสยาว
  • มี Sitemap และแก้ไฟล์ robots.txt ได้
  • ใส่ข้อมูลโครงสร้าง (Schema) ได้ ทั้งในตัวหรือผ่านส่วนเสริม
  • ทำ Redirect ได้เมื่อเปลี่ยน URL
  • ควบคุมความเร็วเว็บได้ เช่น บีบอัดรูป เปิดแคช

ถ้า CMS เปิดให้ตั้งค่าเหล่านี้ได้ครบ ที่เหลือคือการลงมือทำทีละหน้า ซึ่งผมเขียนเช็กลิสต์ไว้ใน SEO On-Page

แล้ว eHowMe ใช้ CMS อะไร

เว็บ eHowMe ที่คุณกำลังอ่านอยู่ใช้ WordPress เป็น CMS หลัก ทำหน้าบริการด้วย Elementor และตั้งค่า SEO ด้วย Rank Math เหตุผลที่ผมเลือกทางนี้คือต้องเขียนบทความต่อเนื่อง ต้องคุมโครงสร้าง SEO ได้ละเอียด และอยากเป็นเจ้าของเว็บกับข้อมูลเอง ไม่ผูกกับแพลตฟอร์มไหน

แต่ไม่ได้แปลว่าลูกค้าทุกคนต้องใช้แบบเดียวกัน บางเคสที่ลูกค้าแค่อยากมีหน้าเว็บให้ข้อมูลและไม่มีแผนทำคอนเทนต์ เว็บสำเร็จรูปก็ตอบโจทย์ได้ ถ้าคุณกำลังคิดจะทำเว็บด้วย WordPress แต่ไม่อยากตั้งค่าเอง ดูรายละเอียด บริการรับทำเว็บไซต์ WordPress ของเราได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CMS

CMS ย่อมาจากอะไร

CMS ย่อมาจาก Content Management System แปลว่าระบบจัดการเนื้อหา ในบริบทเว็บไซต์หมายถึงซอฟต์แวร์ที่ให้เจ้าของเว็บสร้างและแก้ไขหน้าเว็บ บทความ รูปภาพ หรือสินค้าผ่านหน้าหลังบ้านได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด (ถ้าเจอคำว่า CMS ในบริบทการแพทย์หรือการเงิน จะเป็นคนละความหมายกัน)

CMS ฟรีมีตัวไหนบ้าง

CMS โอเพนซอร์สที่ใช้ฟรีและนิยม ได้แก่ WordPress, Joomla และ Drupal ตัวซอฟต์แวร์ไม่มีค่าไลเซนส์ แต่ยังต้องจ่ายค่าโดเมนและโฮสติ้งเอง ส่วนเว็บสำเร็จรูปบางเจ้ามีแพ็กเกจฟรี แต่มักมีข้อจำกัด เช่น ใช้โดเมนของตัวเองไม่ได้หรือมีโฆษณาของแพลตฟอร์ม

WordPress เป็น CMS ไหม

ใช่ WordPress เป็น CMS แบบโอเพนซอร์สที่ติดตั้งบนโฮสติ้งของตัวเอง และเป็นตัวที่ใช้มากที่สุด ข้อมูลจาก W3Techs ต.ค. 2026 ระบุว่าเว็บไซต์ทั่วโลก 39.6% ใช้ WordPress และในเว็บภาษาไทยที่ระบุ CMS ได้ มีสัดส่วนถึง 63.1%

CMS กับเว็บสำเร็จรูปต่างกันยังไง

เว็บสำเร็จรูปเป็น CMS ประเภทหนึ่งที่ผู้ให้บริการดูแลระบบให้ทั้งหมด จ่ายรายเดือนหรือรายปีแล้วใช้ได้เลย ส่วน CMS แบบติดตั้งเองอย่าง WordPress ต้องมีโฮสติ้งและดูแลการอัปเดตเอง แต่แลกมากับความยืดหยุ่นและการเป็นเจ้าของเว็บกับข้อมูลทั้งหมด

Headless CMS คืออะไร ธุรกิจเล็กจำเป็นไหม

Headless CMS คือระบบที่มีแค่หลังบ้านสำหรับจัดการเนื้อหา แล้วส่งเนื้อหาออกไปผ่าน API ให้เว็บหรือแอปที่นักพัฒนาสร้างแยกไว้ดึงไปแสดง เหมาะกับองค์กรที่ต้องใช้เนื้อหาชุดเดียวกันหลายช่องทาง สำหรับเว็บบริษัทหรือร้านค้าขนาดเล็กส่วนใหญ่ยังไม่จำเป็น เพราะต้องมีทีมพัฒนาและค่าใช้จ่ายสูงกว่า

สรุปสั้นๆ CMS คือเครื่องมือที่ทำให้เว็บไซต์กลายเป็นสิ่งที่ธุรกิจดูแลเองได้ จะเลือกตัวไหน ให้ดูจากคนที่จะใช้งาน แผนของธุรกิจ และงบระยะยาว มากกว่าดูว่าตัวไหนคนใช้เยอะที่สุด

เขียนโดย AngkuL Oatwanit

ชอบการเล่าเรื่องและนำเสนอเนื้อหาให้อ่านแล้วรู้สึกสนุก น่าสนใจ และเข้าใจง่าย ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการทำเว็บไซต์ด้วย WordPress และการทำ SEO เลยพอเข้าใจว่าควรจัดวางเนื้อหาแบบไหนให้ทั้งคนอ่านชอบ และค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านบทความทั้งหมด →
@ehowme จ้างงานผ่าน Fastwork เบอร์โทร Facebook