← บทความทั้งหมด WordPress

ทำเว็บไซต์ร้านอาหาร ต้องมีอะไรบ้าง ให้ลูกค้าจองและสั่งได้

AngkuL Oatwanit อัปเดตล่าสุด 31 ตุลาคม 2026
ภาพปกบทความทำเว็บไซต์ร้านอาหาร สมาร์ตโฟนบนโต๊ะร้านอาหารแสดงปุ่มดูเมนูและจองโต๊ะ ข้างจานผัดกะเพรา

เว็บไซต์ร้านอาหารที่ใช้งานได้จริงต้องตอบลูกค้าบนมือถือให้ได้ใน 4 เรื่อง คือ มีเมนูอะไร ราคาเท่าไหร่ ร้านอยู่ไหนและเปิดกี่โมง จองโต๊ะหรือสั่งกลับบ้านยังไง และติดต่อร้านทางไหนได้เร็วที่สุด ส่วนระบบจองหรือระบบสั่งอาหารบนเว็บค่อยเลือกตามขนาดร้าน ไม่จำเป็นต้องมีครบตั้งแต่วันแรก

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

บทความนี้ผมเขียนจากมุมคนทำเว็บที่เคยทำเว็บให้ร้านอาหารและธุรกิจอาหาร เช่น ร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ อย่าง My Home Thai Bistro และผู้ผลิตหอยจ๊อที่ขายทั้งหน้าร้านออนไลน์และส่งให้ร้านอาหาร จะไล่ตั้งแต่ว่าร้านควรมีเว็บไหม หน้าไหนจำเป็น เมนูควรทำแบบไหน ไปจนถึงเรื่องจองโต๊ะ สั่งออนไลน์ และงบประมาณ

มีเพจ Facebook กับ LINE แล้ว ยังต้องมีเว็บอีกไหม

คำถามนี้เจอบ่อยที่สุด และคำตอบตรงๆ คือ ร้านเล็กที่ขายคนในละแวกเดียวกันอาจยังไม่ต้องรีบมีเว็บก็ได้ ถ้าโปรไฟล์บน Google Maps ข้อมูลครบ และมี LINE ไว้รับจองอยู่แล้ว แต่พอร้านเริ่มมีลูกค้าจากนอกพื้นที่ นักท่องเที่ยว ลูกค้าองค์กรที่จะสั่งจัดเลี้ยง หรืออยากรับออเดอร์เองโดยไม่ต้องผ่านแอปทั้งหมด เว็บจะเริ่มคุ้ม

เหตุผลหลักคือแต่ละช่องทางทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน เพจ Facebook เหมาะกับการโพสต์โปรโมชันรายวัน แต่โพสต์เก่าจมเร็ว คนหาเมนูทั้งหมดในเพจได้ยาก ส่วนแอปเดลิเวอรีช่วยให้คนเจอร้าน แต่หน้าร้านในแอปหน้าตาเหมือนกันทุกร้าน และร้านคุมข้อมูลลูกค้าเองไม่ได้

ช่องทางเหมาะกับงานอะไรข้อจำกัดที่ร้านควรรู้
Google Business Profile (Google Maps)ให้คนในพื้นที่เจอร้าน ดูเวลาเปิด รีวิว และขอเส้นทางรูปแบบหน้าตาตายตัว เล่าเรื่องร้านได้น้อย
เพจ Facebook / Instagramโพสต์เมนูใหม่ โปรโมชัน ภาพบรรยากาศโพสต์เก่าหายาก ยอดเข้าถึงขึ้นกับอัลกอริทึม
LINE Official Accountรับจองโต๊ะ ตอบคำถาม ส่งโปรให้ลูกค้าประจำคนต้องเพิ่มเพื่อนก่อน และ Google ค้นเนื้อหาในแชตไม่เจอ
แอปเดลิเวอรีรับออเดอร์จากคนที่ยังไม่รู้จักร้านมีค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์ และข้อมูลลูกค้าเป็นของแพลตฟอร์ม
เว็บไซต์ของร้านเมนูเต็ม ข้อมูลจัดเลี้ยง เรื่องราวร้าน ช่องทางจองและสั่งที่ร้านเลือกเองต้องมีคนอัปเดตเมนู ราคา และเวลาเปิดให้ตรงอยู่เสมอ

ผมมองว่าเว็บไม่ได้มาแทนช่องทางอื่น แต่เป็นที่เดียวที่ร้านเป็นเจ้าของจริง ช่องทางอื่นค่อยลิงก์กลับมาที่นี่ ถ้ายังไม่ได้ตั้งค่าฝั่ง Google ผมแนะนำให้ สมัคร Google Business Profile ให้เรียบร้อยก่อน เพราะเป็นจุดแรกที่คนส่วนใหญ่เห็นร้านตอนค้นหา

เปิดเว็บร้านอาหารมา ลูกค้าอยากเห็นอะไรก่อน

คนที่เข้าเว็บร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจมาอ่านนาน เขากำลังตัดสินใจว่าจะไปร้านนี้ไหม หรือจะสั่งอะไรดี ดังนั้นสิ่งที่อยู่บนหน้าจอแรกของมือถือควรตอบคำถามเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องเลื่อนหา

  • เมนูและราคา ปุ่มดูเมนูต้องเห็นชัดตั้งแต่หน้าจอแรก
  • เวลาเปิด-ปิด และที่ตั้ง พร้อมปุ่มเปิด Google Maps
  • ช่องทางจองโต๊ะหรือสั่งอาหาร ปุ่มเดียวที่กดแล้วไปต่อได้เลย
  • เบอร์โทรที่กดโทรได้ทันที สำหรับคนที่อยากถามก่อนไป
ภาพประกอบหน้าจอแรกของเว็บร้านอาหารบนมือถือ มีปุ่มดูเมนู ปุ่มจองโต๊ะหรือสั่งอาหาร เวลาเปิดพร้อมแผนที่ และปุ่มโทร
4 อย่างที่ควรเห็นบนหน้าจอแรกของเว็บร้านอาหารเมื่อเปิดบนมือถือ

ที่เหลือ เช่น ประวัติร้าน เชฟ แกลเลอรีบรรยากาศ หรือรีวิว เป็นส่วนเสริมความมั่นใจ วางไว้ถัดลงมาได้ ไม่ต้องแย่งพื้นที่หน้าจอแรก

หน้าแรกของเว็บร้านอาหารไม่ต้องสวยที่สุด แต่ต้องพาคนไปถึงเมนูให้ได้ในคลิกเดียว

ตัวอย่างจากเว็บร้านอาหารไทยในเวอร์จิเนีย

ตอนทำเว็บ My Home Thai Bistro ร้านอาหารไทยในเมือง Falls Church รัฐเวอร์จิเนีย ลูกค้าหลักคือคนในพื้นที่ที่กำลังหาที่กินมื้อเย็น สิ่งที่เขาอยากเห็นก่อนคือเมนู เราจึงวางปุ่ม View Our Home Menu ไว้สามจุดในหน้าแรก คือส่วนบนสุด ส่วนเล่าเรื่องร้าน และส่วนเมนูแนะนำ ทั้งสามปุ่มพาไปหน้าเมนูหน้าเดียวกัน คนจะได้ไม่ต้องเลื่อนกลับขึ้นไปหาปุ่ม

หน้าแรกเว็บไซต์ร้านอาหาร My Home Thai Bistro มีปุ่มดูเมนูและเมนูสั่งออนไลน์บนแถบด้านบน
หน้าแรกเว็บ My Home Thai Bistro ปุ่มดูเมนูอยู่ในหน้าจอแรก และมี ORDER ONLINE บนเมนูหลัก

ส่วนเมนูแนะนำในหน้าแรกโชว์แค่สี่จาน ไม่ใช่เมนูทั้งหมด พร้อมข้อความว่าเมนูเปลี่ยนบ่อยและมีตัวเลือกวีแกนกับกลูเตนฟรี วิธีนี้ทำให้ร้านไม่ต้องแก้หน้าแรกทุกครั้งที่เปลี่ยนเมนู รายการเต็มอยู่ที่หน้าเมนูที่เดียว

เมนูออนไลน์ อย่าใส่แค่รูปถ่ายเมนู

สิ่งที่หลายร้านมักทำคือถ่ายรูปเมนูกระดาษแล้วอัปขึ้นเว็บ หรือแนบเป็นไฟล์ PDF ซึ่งดูง่ายสำหรับร้าน แต่ลำบากคนดู บนมือถือต้องซูมเข้าออก ตัวหนังสือเล็ก โหลดช้า และพอราคาเปลี่ยนก็ต้องออกแบบไฟล์ใหม่ทั้งแผ่น

เมนูที่พิมพ์เป็นข้อความบนหน้าเว็บมีข้อดีหลายอย่าง ลูกค้าอ่านได้ทันทีโดยไม่ต้องซูม ค้นหาชื่อเมนูในหน้าได้ เครื่องมือแปลภาษาของเบราว์เซอร์แปลให้ชาวต่างชาติได้ และ Google อ่านชื่อเมนูได้ตรงๆ ถ้ามีคนค้นชื่อจานเด่นของร้านพร้อมชื่อย่าน หน้าเมนูก็มีโอกาสถูกค้นเจอมากขึ้น

หน้าเมนูที่ดีควรมีอะไร

  • แบ่งหมวดตามที่คนสั่งจริง เช่น ของทานเล่น อาหารจานเดียว กับข้าว เครื่องดื่ม ของหวาน
  • ชื่อเมนู ราคา และคำอธิบายสั้นๆ 1 บรรทัด เช่น เผ็ดระดับไหน ใส่อะไรบ้าง
  • ป้ายบอกเมนูมังสวิรัติ วีแกน หรือเมนูที่มีถั่ว อาหารทะเล สำหรับคนที่แพ้หรือเลือกกิน
  • รูปเฉพาะจานเด่น ไม่จำเป็นต้องมีรูปทุกเมนู
  • ถ้าเมนูหน้าร้านกับเมนูเดลิเวอรีราคาต่างกัน ให้เขียนบอกให้ชัด

ถ้าทำเว็บด้วย WordPress หน้าเมนูแบบนี้เจ้าของร้านแก้ราคาเองได้จากหลังบ้าน ไม่ต้องรอคนทำเว็บทุกครั้ง ส่วนไฟล์ PDF ยังเก็บไว้ได้สำหรับเมนูจัดเลี้ยงหรือเมนูเซ็ตที่คนอยากดาวน์โหลดไปเทียบ แต่ไม่ควรเป็นเมนูหลักทางเดียว

จองโต๊ะผ่าน LINE ฟอร์ม หรือระบบจองดี

เรื่องจองโต๊ะไม่มีคำตอบเดียว ขึ้นกับว่าร้านรับจองวันละกี่โต๊ะ และมีคนคอยตอบแชตไหม

วิธีรับจองเหมาะกับร้านแบบไหนสิ่งที่ต้องระวัง
ปุ่ม LINE / โทรร้านเล็กถึงกลาง รับจองไม่กี่โต๊ะต่อวันต้องมีคนตอบเร็ว ไม่อย่างนั้นลูกค้าไปร้านอื่น
ฟอร์มจองบนเว็บร้านที่อยากได้ข้อมูลครบในครั้งเดียว เช่น วันที่ เวลา จำนวนคน โอกาสพิเศษต้องยืนยันกลับทุกครั้ง และต้องแจ้งว่าจะใช้ข้อมูลลูกค้าทำอะไร
ระบบจองออนไลน์ร้านที่โต๊ะเต็มบ่อย หลายรอบต่อวัน หรือหลายสาขามีค่าบริการรายเดือนหรือต่อการจอง และต้องอัปเดตโต๊ะว่างให้ตรงกับหน้าร้าน

ร้านส่วนใหญ่ที่ผมเห็นเริ่มจากปุ่ม LINE ก็พอ เพราะลูกค้าไทยคุ้นกับการทักแชตอยู่แล้ว ถ้ายังไม่ได้เปิดบัญชีหรือยังใช้ไม่เต็มที่ ลองอ่านเรื่อง LINE OA คืออะไร ประกอบ จะเห็นว่าข้อความตอบกลับอัตโนมัติกับ Rich Menu ช่วยเรื่องจองได้เยอะ

ฟอร์มจองกับเรื่อง PDPA

ฟอร์มจองเก็บชื่อและเบอร์โทร ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ร้านจึงต้องแจ้งให้ลูกค้ารู้ว่าเก็บไปทำอะไรและเก็บนานแค่ไหน ตาม คู่มือ PDPA สำหรับประชาชน ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เจ้าของข้อมูลมีสิทธิได้รับแจ้งวัตถุประสงค์ตั้งแต่ตอนเก็บข้อมูล ในทางปฏิบัติคือมีข้อความสั้นๆ ใต้ฟอร์มพร้อมลิงก์ไปหน้านโยบายความเป็นส่วนตัว และถ้าอยากส่งโปรโมชันให้ลูกค้าในภายหลัง ให้แยกช่องติ๊กยินยอมออกมาต่างหาก ไม่ผูกไว้กับการจอง

สั่งกลับบ้านและเดลิเวอรี ทำบนเว็บเองหรือส่งต่อไปแอป

ตรงนี้มีสองแนวทางหลัก แบบแรกคือทำปุ่ม “สั่งออนไลน์” ที่ลิงก์ออกไปยังระบบสั่งอาหารภายนอกหรือแอปเดลิเวอรีที่ร้านใช้อยู่ ซึ่งเว็บ My Home Thai Bistro ใช้แนวทางนี้ เมนู ORDER ONLINE ในเมนูหลักพาไปยังระบบสั่งอาหารบนอีกโดเมน ร้านไม่ต้องดูแลระบบชำระเงินเอง

แบบที่สองคือทำระบบสั่งและจ่ายเงินบนเว็บของร้านเลย ด้วยปลั๊กอินร้านค้าอย่าง WooCommerce ซึ่งเหมาะกับร้านที่ขายของที่ส่งไกลได้ เช่น ของฝาก อาหารแช่แข็ง ซอส หรือชุดของขวัญ มากกว่าอาหารปรุงสุกที่ต้องส่งภายในครึ่งชั่วโมง ตัวอย่างคือเว็บ หอยจ๊อปูทอง เยาวราช ที่ขายอาหารแช่แข็งผ่านตะกร้าบนเว็บ แล้วยังมีลิงก์ Shopee กับ Lazada ไว้ท้ายเว็บสำหรับคนที่ถนัดซื้อในแอปมากกว่า ถ้าสนใจแนวทางนี้ อ่านต่อได้ที่ WooCommerce คืออะไร

ร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีระบบตะกร้าบนเว็บตั้งแต่วันแรก ปุ่มที่พาไปสั่งได้ทันทีสำคัญกว่าระบบที่ทำเองทั้งหมด

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ Google Business Profile มีปุ่มสั่งอาหารและลิงก์ “Place an order” ที่ชี้ไปยังเว็บของร้านหรือผู้ให้บริการได้ ตามหน้า Manage online ordering options ของ Google แต่ฟีเจอร์และผู้ให้บริการที่เชื่อมได้ต่างกันไปในแต่ละประเทศ ก่อนวางแผนควรเข้าไปเช็กในโปรไฟล์ของร้านเองว่ามีตัวเลือกอะไรให้ใช้บ้าง

ร้านอยู่ไหน เปิดกี่โมง ข้อมูลต้องตรงกันทุกที่

ชื่อร้าน ที่อยู่ เบอร์โทร และเวลาเปิด ควรตรงกันทั้งบนเว็บ Google Maps เพจ Facebook และแอปเดลิเวอรี ถ้าบนเว็บบอกปิดสี่ทุ่ม แต่ Google Maps บอกสามทุ่ม ลูกค้าจะไม่รู้ว่าเชื่ออันไหน และร้านก็เสียโอกาสโดยไม่รู้ตัว

ท้ายเว็บร้านอาหารแสดงที่อยู่ร้านและเวลาเปิดแยกวันธรรมดากับวันศุกร์-เสาร์
ที่อยู่และเวลาเปิดอยู่ท้ายเว็บทุกหน้า แยกวันที่ปิดดึกกว่าให้ชัด (เบลอข้อมูลติดต่อ)

บนเว็บ วิธีที่ได้ผลคือใส่ข้อมูลชุดนี้ไว้ที่ท้ายเว็บทุกหน้า และแยกวันที่เปิดไม่เหมือนกันให้ชัด อย่างเว็บ My Home Thai Bistro ระบุว่าวันศุกร์และเสาร์ปิดดึกกว่าวันอื่นหนึ่งชั่วโมง ส่วนแผนที่ให้ฝังจาก Google Maps หรือทำปุ่มเปิดแผนที่ไว้ ใครยังไม่ได้ปักหมุดร้าน ดูขั้นตอนได้ใน วิธีปักหมุด Google Map ร้านค้า

ช่วงวันหยุดยาวหรือปิดร้านชั่วคราว อย่าลืมแก้ทั้งบนเว็บและบน Google พร้อมกัน เรื่องนี้ดูเล็ก แต่เป็นสาเหตุที่ลูกค้าเขียนรีวิวติดลบได้ง่ายที่สุดเรื่องหนึ่ง

ส่วนที่ลูกค้าไม่เห็น แต่ Google อ่าน

นอกจากหน้าตาเว็บแล้ว ยังมีอีกชั้นที่ช่วยให้ Google เข้าใจว่านี่คือร้านอาหาร อยู่ที่ไหน ขายอาหารประเภทไหน นั่นคือ Structured Data หรือ Schema ซึ่งเป็นโค้ดที่ฝังไว้ในหน้าเว็บ

ในเอกสาร Local business structured data ของ Google ตัวอย่างร้านอาหารใช้ประเภท Restaurant และแนะนำให้ใส่ข้อมูลอย่าง servesCuisine (ประเภทอาหาร) priceRange (ระดับราคา) openingHoursSpecification (เวลาเปิด) และ menu (ลิงก์หน้าเมนู) ส่วนบน schema.org ยังมีพร็อพเพอร์ตีอย่าง acceptsReservations ที่ใส่ได้ทั้งค่า Yes/No หรือ URL หน้าจอง

บน WordPress ไม่ต้องเขียนโค้ดเอง ปลั๊กอิน SEO อย่าง Rank Math ตั้งค่า Local SEO ให้ได้ ข้อสำคัญคือข้อมูลใน Schema ต้องตรงกับที่แสดงบนหน้าเว็บจริง รายละเอียดฝั่งนี้ผมเขียนไว้ในบทความ Local SEO คืออะไร

รูปอาหารกับความเร็วเว็บ

เว็บร้านอาหารมักมีรูปเยอะ และรูปคือสิ่งแรกที่ทำให้เว็บช้า โดยเฉพาะรูปจากกล้องที่ไฟล์ละหลาย MB ก่อนอัปขึ้นเว็บควรย่อขนาดและบีบไฟล์ให้เหลือราวไม่กี่ร้อย KB ใช้รูปที่ถ่ายจากร้านจริงดีกว่ารูปสต็อก เพราะลูกค้าเทียบกับของที่ได้จริงตอนไปถึงร้าน ถ้าอยากเช็กว่าเว็บเร็วพอไหม ดูเกณฑ์ได้จากบทความ Core Web Vitals บน WordPress

หน้าที่เว็บร้านอาหารควรมี

ร้านทั่วไปไม่ต้องมีหลายหน้า เริ่มจาก 3-5 หน้าก็ครอบคลุมแล้ว

  1. หน้าแรก ภาพร้าน จุดเด่นหนึ่งประโยค ปุ่มดูเมนู ปุ่มจองหรือสั่ง และจานแนะนำ 3-6 จาน
  2. หน้าเมนู เมนูเต็มเป็นข้อความ แบ่งหมวด มีราคา
  3. หน้าติดต่อ / แผนที่ ที่อยู่ แผนที่ เวลาเปิด เบอร์โทร ที่จอดรถ
  4. หน้าเกี่ยวกับร้าน (ถ้ามีเรื่องเล่า) ประวัติร้าน เชฟ วัตถุดิบ
  5. หน้าจัดเลี้ยง / สั่งล่วงหน้า (ถ้ารับงาน) เมนูเซ็ต จำนวนขั้นต่ำ ช่องทางขอใบเสนอราคา

ถ้าร้านมีลูกค้าชาวต่างชาติเยอะ ค่อยเพิ่มเวอร์ชันภาษาอังกฤษของหน้าเมนูกับหน้าติดต่อก่อน ไม่ต้องแปลทั้งเว็บในครั้งเดียว

ทำเว็บร้านอาหารใช้งบเท่าไหร่ ใช้เวลานานแค่ไหน

งบขึ้นกับจำนวนหน้าและระบบที่ต้องการ ถ้าเทียบกับแพ็กเกจรับทำเว็บของ eHowMe ร้านอาหารที่ต้องการเว็บแนะนำร้าน 3 หน้า (หน้าแรก เมนู ติดต่อ) อยู่ในแพ็กเกจ Basic ราคา 8,900 บาท ถ้าต้องการหน้ามากขึ้นแต่ไม่เกิน 7 หน้า อยู่ในแพ็กเกจ Standard 15,900 บาท และถ้าต้องการระบบขายของพร้อมรับชำระเงินออนไลน์บนเว็บ อยู่ในแพ็กเกจ Premium 34,900 บาท ส่วนโดเมน โฮสติ้ง และการดูแลรายปีอยู่ที่ 3,000 บาทต่อปี สำหรับร้านที่ยังไม่มีของเดิม

ระยะเวลาโดยปกติประมาณ 7-30 วัน ขึ้นกับรายละเอียด ส่วนที่มักทำให้งานช้าไม่ใช่ตัวเว็บ แต่เป็นการรอเมนูเวอร์ชันล่าสุดกับรูปอาหารจากร้าน ถ้าเตรียมสองอย่างนี้ไว้ก่อน งานจะเร็วขึ้นมาก รายละเอียดค่าใช้จ่ายของเว็บประเภทอื่นเทียบได้ในบทความ ราคาทำเว็บไซต์แยกตามประเภท หรือดูแพ็กเกจเต็มที่หน้า รับทำเว็บไซต์ WordPress

เรื่องที่หลายร้านมักพลาด

บางเรื่องไม่ได้ต้องใช้งบเพิ่ม แต่ถ้าพลาดแล้วลูกค้าปิดเว็บไปเลย

  • ไม่ใส่ราคา ลูกค้าส่วนหนึ่งอยากรู้ระดับราคาก่อนตัดสินใจไป ถ้าไม่มีราคาเลย เขามักไปดูร้านอื่นที่บอกชัดกว่า
  • วิดีโอหรือเพลงเล่นอัตโนมัติ ทำให้หน้าโหลดช้าบนมือถือ และหลายคนรีบปิดทันที
  • ป๊อปอัปโปรโมชันบังเมนู ถ้าจะมี ให้ปิดง่ายและไม่เด้งซ้ำทุกหน้า
  • เมนูบนเว็บเก่ากว่าเมนูหน้าร้าน ลูกค้าสั่งจานที่เลิกขายไปแล้ว หรือเจอราคาไม่ตรง
  • ลิงก์สั่งอาหารพาไปผิดสาขา เจอบ่อยในร้านที่มีหลายสาขาแต่ใช้ลิงก์เดียวกันทุกที่

ถ้าต้องเลือกแก้แค่ข้อเดียว ผมจะเริ่มจากเมนูให้ตรงกับหน้าร้านก่อน เพราะเป็นเหตุผลหลักที่คนเข้ามาเว็บร้านอาหารตั้งแต่แรก

เช็กลิสต์ก่อนเปิดเว็บร้าน

  • เปิดบนมือถือแล้วเห็นปุ่มดูเมนูกับปุ่มจองหรือสั่งในหน้าจอแรก
  • เมนูเป็นข้อความ มีราคา และตรงกับเมนูหน้าร้านล่าสุด
  • เบอร์โทรกดโทรได้ ปุ่ม LINE เปิดแชตได้จริง
  • ชื่อร้าน ที่อยู่ เวลาเปิด ตรงกับ Google Maps และเพจ
  • ลิงก์สั่งออนไลน์หรือแอปเดลิเวอรีพาไปหน้าร้านที่ถูกสาขา
  • ฟอร์มจองมีข้อความแจ้งการใช้ข้อมูลและลิงก์นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • รูปอาหารย่อขนาดแล้ว หน้าเว็บโหลดเร็วบนเน็ตมือถือ
  • ใส่ลิงก์เว็บไว้ใน Google Business Profile, เพจ Facebook และ LINE OA

เว็บร้านอาหารที่ดีคือเว็บที่ข้อมูลยังตรงอยู่ในอีกหกเดือนข้างหน้า ไม่ใช่แค่สวยในวันเปิดตัว

คำถามที่พบบ่อย

ร้านอาหารเล็กๆ จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ไหม

ไม่จำเป็นต้องมีตั้งแต่วันแรก ถ้าร้านขายคนในละแวกเดียวกันและโปรไฟล์บน Google Maps ข้อมูลครบอยู่แล้ว แต่เมื่อเริ่มมีลูกค้าจากนอกพื้นที่ ลูกค้าต่างชาติ งานจัดเลี้ยง หรืออยากรับออเดอร์เองโดยไม่ผ่านแอปทั้งหมด เว็บจะช่วยได้มาก

เว็บไซต์ร้านอาหารควรมีกี่หน้า

ร้านทั่วไปเริ่มที่ 3 หน้าก็พอ คือ หน้าแรก หน้าเมนู และหน้าติดต่อพร้อมแผนที่ ถ้ามีเรื่องราวร้านหรือรับจัดเลี้ยงค่อยเพิ่มหน้าเกี่ยวกับร้านและหน้าจัดเลี้ยงภายหลัง

ใส่เมนูเป็นไฟล์ PDF หรือรูปภาพได้ไหม

ใส่ได้ แต่ไม่ควรเป็นเมนูหลักทางเดียว เพราะบนมือถือต้องซูมอ่าน โหลดช้า และแก้ราคายาก เมนูที่พิมพ์เป็นข้อความบนหน้าเว็บอ่านง่ายกว่า แปลภาษาได้ และ Google อ่านชื่อเมนูได้ ส่วน PDF เก็บไว้ให้ดาวน์โหลดเมนูจัดเลี้ยงได้

ทำระบบสั่งอาหารออนไลน์บนเว็บเองได้ไหม

ได้ ถ้าทำเว็บด้วย WordPress สามารถใช้ WooCommerce ทำตะกร้าและรับชำระเงินได้ แต่เหมาะกับสินค้าที่ส่งไกลได้ เช่น อาหารแช่แข็งหรือของฝาก ส่วนอาหารปรุงสุกส่งด่วน หลายร้านเลือกทำปุ่มลิงก์ไปยังระบบสั่งอาหารภายนอกหรือแอปเดลิเวอรีแทน

ทำเว็บไซต์ร้านอาหารใช้เวลานานแค่ไหน

โดยปกติประมาณ 7-30 วัน ขึ้นกับจำนวนหน้าและระบบที่ต้องการ ส่วนที่มักทำให้ช้าคือการรอเมนูล่าสุดกับรูปอาหารจากร้าน ถ้าเตรียมสองอย่างนี้ไว้ก่อนจะเริ่มงานได้เร็วขึ้น

เขียนโดย AngkuL Oatwanit

ชอบการเล่าเรื่องและนำเสนอเนื้อหาให้อ่านแล้วรู้สึกสนุก น่าสนใจ และเข้าใจง่าย ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการทำเว็บไซต์ด้วย WordPress และการทำ SEO เลยพอเข้าใจว่าควรจัดวางเนื้อหาแบบไหนให้ทั้งคนอ่านชอบ และค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านบทความทั้งหมด →
@ehowme จ้างงานผ่าน Fastwork เบอร์โทร Facebook