เว็บไซต์คลินิกที่ใช้งานได้จริงต้องตอบคนไข้ให้ได้เร็ว 3 เรื่อง คือ รักษาอาการนี้ได้ไหมและใครเป็นคนรักษา ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ และนัดหมายยังไง ส่วนที่ต่างจากเว็บธุรกิจทั่วไปคือ ทุกข้อความต้องอยู่ในกรอบกฎโฆษณาสถานพยาบาล และข้อมูลสุขภาพที่คนไข้กรอกต้องเก็บตาม PDPA ซึ่ง WordPress รองรับได้ครบทั้งหมด
บทความนี้ผมรวบรวมจากเว็บคลินิกที่อยู่ในหน้าผลงานของ eHowMe ทั้งคลินิกความงามและคลินิกทันตกรรม แล้วเทียบกับคู่มือของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ว่าอะไรใส่ได้ อะไรต้องระวัง ใครกำลังมองหาคนรับทำเว็บคลินิก ลองใช้เป็นเช็กลิสต์ก่อนคุยงานได้เลย
เว็บคลินิกไม่เหมือนเว็บบริษัททั่วไปตรงไหน
โครงสร้างหน้าเว็บคลินิกไม่ได้ซับซ้อนกว่าเว็บบริษัทเท่าไหร่ มีหน้าแรก หน้าบริการ หน้าติดต่อ คล้ายกัน แต่มี 3 เรื่องที่เว็บประเภทอื่นแทบไม่ต้องคิด
- กฎหมายโฆษณา เนื้อหาบนเว็บนับเป็นการโฆษณาสถานพยาบาล ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 38 ข้อความ เสียง หรือภาพที่ใช้โฆษณา (นอกจากชื่อและที่ตั้ง) ต้องได้รับอนุมัติก่อน และห้ามเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินจริง
- ข้อมูลสุขภาพ ฟอร์มนัดหมายที่ถามอาการ หรือให้แนบรูป คือการเก็บข้อมูลอ่อนไหว ซึ่ง PDPA ดูแลเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป
- ความน่าเชื่อถือ เรื่องสุขภาพเป็นหัวข้อกลุ่ม YMYL (Your Money or Your Life) ที่ Google ให้น้ำหนักเรื่อง E-E-A-T มากกว่าปกติ ชื่อแพทย์ วุฒิ และเลขใบอนุญาตจึงสำคัญกว่าดีไซน์สวยๆ
เว็บคลินิกที่ดีไม่ได้ขายเก่งที่สุด แต่ตอบคำถามคนไข้ได้ชัดที่สุด โดยไม่พูดเกินสิ่งที่คลินิกทำได้จริง
สองเรื่องแรกเป็นเหตุผลที่ผมมองว่าเว็บคลินิกควรเผื่อเวลาในแผนงานมากกว่าเว็บบริษัททั่วไป ตัวเว็บทำเสร็จได้เร็ว แต่เนื้อหาต้องผ่านการตรวจก่อน
หน้าที่ควรมี และสิ่งที่ต้องระวังในแต่ละหน้า
ถ้าเป็นคลินิกเปิดใหม่หรือคลินิกเดียวไม่มีสาขา ประมาณ 6–8 หน้าก็ครอบคลุมแล้ว ตารางนี้สรุปว่าแต่ละหน้าควรตอบอะไร และจุดไหนที่มักติดเรื่องกฎหมาย
| หน้า | คนไข้อยากรู้อะไร | จุดที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| หน้าแรก | คลินิกนี้รักษาอะไร อยู่ตรงไหน เปิดกี่โมง ติดต่อทางไหน | คำโปรย hero มักมีคำอย่าง “ที่สุด” “ครบวงจร” ที่ไม่ผ่านการอนุมัติ |
| บริการ / โปรแกรมรักษา | อาการแบบนี้ใช้โปรแกรมไหน ใช้เวลากี่ครั้ง มีความเสี่ยงอะไร | ห้ามรับรองผล เช่น “เห็นผล 100%” |
| แพทย์และทีม | ใครเป็นคนรักษา จบอะไร มีใบอนุญาตไหม | คำว่า “เชี่ยวชาญ” ไม่ผ่าน คู่มือ สบส. แนะนำใช้ “ผู้ชำนาญการ” แทน |
| ราคา | งบประมาณที่ต้องเตรียม | ราคาแพ็กเกจต้องบอกว่ารวมบริการอะไรบ้าง ส่วนลดมีเงื่อนไขเข้ม |
| รีวิว / เคสตัวอย่าง | คนที่อาการคล้ายเราทำแล้วเป็นยังไง | ภาพก่อน-หลังต้องเป็นคนไข้จริง ไม่ตกแต่ง และมีความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร |
| นัดหมาย / ติดต่อ | จองยังไง ทักทางไหนเร็วที่สุด | ฟอร์มที่ถามอาการต้องมีการขอความยินยอมตาม PDPA |
| บทความความรู้ | คำถามก่อนตัดสินใจ เช่น เจ็บไหม พักฟื้นกี่วัน | บทความก็นับเป็นสื่อโฆษณาได้ ถ้ามีการชวนมาใช้บริการ |
| นโยบายความเป็นส่วนตัว | ข้อมูลที่กรอกไปจะถูกใช้ทำอะไร | ต้องเขียนให้ตรงกับที่เว็บเก็บจริง ไม่ใช่ copy มาจากเว็บอื่น |

คลินิกที่มีหลายสาขา หรือรับคนไข้ต่างชาติ จะมีหน้าเพิ่มขึ้นอีก เช่น หน้าสาขา หน้าราคาแยกภาษา ซึ่งจะพูดถึงในหัวข้อคนไข้ต่างชาติด้านล่าง
จัดบริการตามอาการ ไม่ใช่ตามชื่อเครื่อง
ข้อนี้ผมว่าเป็นจุดที่เว็บคลินิกความงามพลาดกันเยอะที่สุด หน้าบริการเรียงตามชื่อเครื่องหรือชื่อยี่ห้อ ซึ่งคนในวงการรู้จัก แต่คนไข้ส่วนใหญ่ไม่รู้ คนไข้รู้แค่ว่าตัวเองมีปัญหาอะไร เช่น ใต้ตาคล้ำ สิวไม่หาย หน้าผากแบน
ตัวอย่างที่ชัดคือเว็บ Bellina Clinic คลินิกความงามใกล้ BTS อุดมสุข ส่วนบริการตั้งชื่อว่า “เลือกจากปัญหาที่คุณอยากแก้” แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือฟิลเลอร์เติมเต็ม ยกกระชับผิวใสและลดริ้วรอย และสิวรอยสิวจุดด่างดำ ใต้ชื่อกลุ่มบอกก่อนว่าเหมาะกับอาการแบบไหน แล้วค่อยเป็นการ์ดโปรแกรม คนที่ไม่รู้จักชื่อเครื่องก็เริ่มจากอาการของตัวเองได้

อีกจุดที่น่าสังเกตคือท้ายแต่ละกลุ่มมีปุ่มทัก LINE กับปุ่มโทรวางซ้ำไว้ คนที่อ่านจบกลุ่มไหนก็ติดต่อได้เลยโดยไม่ต้องเลื่อนกลับขึ้นไปด้านบน
ในหน้าโปรแกรมรักษา ควรมีอะไรบ้าง
- เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร
- ขั้นตอนโดยย่อ ใช้เวลาต่อครั้งเท่าไหร่ ต้องมากี่ครั้ง
- ช่วงพักฟื้น ผลข้างเคียง และความเสี่ยงที่ควรรู้
- ชื่อแพทย์ที่ดูแลโปรแกรมนั้น
- ราคาหรือช่วงราคา (ถ้าระบุได้) และช่องทางปรึกษา
ข้อ 3 หลายคลินิกไม่อยากเขียนเพราะกลัวคนไข้ถอย แต่ในมุมคนอ่าน การเห็นความเสี่ยงเขียนไว้ตรงๆ กลับทำให้เชื่อมากขึ้น และยังไปทางเดียวกับคู่มือของ สบส. ที่เวลานำเสนอเคสการรักษา ให้บอกทั้งผล ความเสี่ยง และผลข้างเคียงไว้ด้วยกัน
ราคา ใส่ไว้บนเว็บเลย หรือให้ทักมาถาม
คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียว ขึ้นกับว่าบริการนั้นราคาตายตัวแค่ไหน
- ราคาตายตัว เช่น ขูดหินปูน ฟอกสีฟัน เลเซอร์บางโปรแกรม ใส่ไว้เลยดีกว่า คนไข้ไม่ต้องทักมาถามคำถามเดิมซ้ำๆ
- ราคาขึ้นกับเคส เช่น ฟิลเลอร์ที่คิดตามจำนวน cc หรือรากฟันเทียมที่ขึ้นกับจำนวนซี่ ให้ใส่ราคาเริ่มต้น แล้วชวนปรึกษาต่อ
Bellina Clinic ใช้วิธีผสม การ์ดบางใบมีราคาเริ่มต้นกำกับ ส่วนการ์ดที่ราคาขึ้นกับปริมาณจะชวนให้ทักมาถาม ท้ายกลุ่มเขียนว่า “อยากรู้ว่าต้องใช้กี่ cc และราคาเท่าไหร่? ทักมาถามได้เลย” ซึ่งตรงกับวิธีคิดเงินจริงของงานฟิลเลอร์
ส่วนคลินิกที่จับกลุ่มคนไข้ต่างชาติอาจเลือกอีกทาง อย่าง Smile Express Dental Clinic วางตารางเทียบราคารากฟันเทียมต่อซี่ของไทยกับออสเตรเลีย สหรัฐฯ สิงคโปร์ และนิวซีแลนด์ไว้ตั้งแต่หน้าจอแรก พร้อมหมายเหตุว่าเป็นราคาโดยประมาณ เพราะคำถามแรกของคนที่คิดจะบินมาทำฟันคือประหยัดได้เท่าไหร่ ข้อแลกเปลี่ยนคือหน้าเว็บจะดูเน้นราคามาก คนที่เลือกคลินิกจากคุณภาพอย่างเดียวอาจไม่ชอบ
เรื่องราคาที่ต้องรู้ก่อนขึ้นเว็บ
ตาม คู่มือการพิจารณาอนุมัติโฆษณาสถานพยาบาลของ สบส. มีกติกาเรื่องราคาที่คนทำเว็บควรรู้ไว้
- ราคาแพ็กเกจต้องแจกแจงว่ารวมบริการอะไรบ้าง
- การให้ส่วนลดทำได้เฉพาะบางกลุ่ม เช่น ผู้ด้อยโอกาส โครงการของรัฐ หรือกลุ่มสมาชิก และต้องไม่เกิน 1 ปี
- บริการฟรีต้องระบุวัน เวลา และสถานที่ให้แน่นอน
- คำอย่าง “เพียง” “เท่านั้น” “ราคาเดิม” “ฟรี” ถูกจำกัดการใช้ตามประกาศแพทยสภา
ตรงนี้คนทำเว็บมักเจอบ่อย คือคลินิกส่งแบนเนอร์โปรโมชันมาให้ขึ้นหน้าแรก ซึ่งมีคำว่า “ลดเหลือ” หรือราคาขีดฆ่า ถ้าเจอแบบนี้ ผมแนะนำให้ถามคลินิกก่อนว่าแบนเนอร์นี้ผ่านการอนุมัติแล้วหรือยัง
ช่องทางนัดหมาย: LINE ฟอร์ม หรือระบบจองออนไลน์
คลินิกในไทยส่วนใหญ่รับนัดผ่านแชตเป็นหลัก เพราะคนไข้ไม่อยากกรอกฟอร์มยาวแค่เพื่อถามราคา เว็บ House of Fun Dental Clinic ที่พิษณุโลกเลยให้ปุ่ม “ปรึกษาแพทย์ / จองคิว” ทุกจุดชี้ไปที่ LINE ทั้งแถบบน ใต้พาดหัว และใต้รายการบริการ ส่วนฟอร์มอยู่ท้ายหน้าสำหรับคนที่อยากให้โทรกลับ ถ้าคลินิกยังไม่มีบัญชีทางการ ลองอ่านเรื่อง LINE OA ก่อนวางปุ่มบนเว็บ
เทียบ 3 ทางเลือกแบบสั้นๆ ได้ประมาณนี้
| ช่องทาง | เหมาะกับ | ข้อดี | ข้อควรคิด |
|---|---|---|---|
| ปุ่ม LINE / โทร | คลินิกเล็กถึงกลาง ที่มีแอดมินตอบแชต | ตั้งค่าง่าย คนไข้คุ้นเคย | ต้องมีคนตอบไว ถ้าตอบช้าคนไข้ไปคลินิกอื่น |
| ฟอร์มขอนัด | คนไข้ที่อยากให้โทรกลับ หรือต้องแนบรายละเอียด | ได้ข้อมูลเป็นระบบ ส่งเข้าอีเมลหรือ LINE ได้ | ต้องขอความยินยอม และไม่ถามข้อมูลสุขภาพเกินจำเป็น |
| ระบบจองออนไลน์ | คลินิกที่มีตารางแพทย์ชัดเจน คิวต่อวันเยอะ | คนไข้เห็นช่วงเวลาว่างและเลือกเองได้ | ต้องมีคนอัปเดตตารางจริง ไม่งั้นจองแล้วมาไม่ได้ |
บน WordPress ทั้ง 3 แบบทำได้ โดยระบบจองมีปลั๊กอินให้เลือกหลายตัว แต่ผมมักแนะนำให้คลินิกเปิดใหม่เริ่มจาก LINE กับฟอร์มก่อน ดูว่าคนไข้ทักมาวันละกี่คน แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องระบบจองทีหลัง ระบบจองที่ไม่มีใครดูแลตารางสร้างปัญหามากกว่าไม่มี
ฟอร์มนัดหมายกับ PDPA
คู่มือ PDPA สำหรับประชาชน ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จัดข้อมูลสุขภาพไว้ในกลุ่มข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ซึ่งการเก็บโดยทั่วไปต้องได้ความยินยอมโดยชัดแจ้ง ในทางปฏิบัติ ฟอร์มบนเว็บคลินิกควรทำแบบนี้
- ถามเท่าที่จำเป็นต่อการนัด เช่น ชื่อ เบอร์ บริการที่สนใจ วันที่สะดวก ส่วนรายละเอียดอาการเก็บตอนคุยกับแพทย์
- ถ้าต้องถามอาการหรือให้แนบรูป ให้มีช่องติ๊กยินยอมแยกต่างหาก ไม่ติ๊กไว้ให้ล่วงหน้า
- ลิงก์ไปหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวไว้ใต้ฟอร์ม
- เลือกปลายทางที่ข้อมูลไปให้ดี เช่น อีเมลของคลินิกเอง ไม่ใช่อีเมลส่วนตัวของแอดมิน
- ติดตั้งแบนเนอร์ขอความยินยอมคุกกี้ ถ้าเว็บใช้ Pixel หรือเครื่องมือวัดผลโฆษณา
รีวิว ภาพก่อน-หลัง และคำที่ไม่ควรใช้
เรื่องนี้ สบส. ตรวจจริงจังขึ้นเรื่อยๆ กรุงเทพธุรกิจรายงานเมื่อเมษายน 2026 ว่าช่วงตุลาคม 2025 ถึงมีนาคม 2026 กองกฎหมายของ สบส. ตรวจโพสต์โฆษณา 4,521 รายการ พบที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 2,433 รายการ (ประมาณ 54%) เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาล 89 แห่ง และประสานแพลตฟอร์มให้ลบโพสต์ด้วย
ครึ่งหนึ่งของโพสต์โฆษณาคลินิกที่ถูกตรวจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ถ้าเว็บคลินิกเขียนแบบเดียวกับโพสต์ขายของ ก็มีโอกาสติดปัญหาเดียวกัน
สิ่งที่ควรรู้เวลาจะขึ้นรีวิวหรือเคสบนเว็บ
- ภาพก่อน-หลัง ต้องเป็นคนไข้ที่รักษาที่คลินิกนั้นจริง เป็นภาพต้นฉบับไม่ตกแต่ง มีความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร และมีข้อความกำกับว่าเป็นผลการรักษาของผู้ป่วยเฉพาะราย
- รีวิว ควรระบุบริบท เช่น การรักษาที่ทำ เว็บ Bangkok Inter Dental และ Smile Express ระบุประเทศหรือเมืองของคนไข้คู่กับชนิดการรักษา คนอ่านที่มาจากประเทศเดียวกันจะเทียบเคสได้ง่ายกว่ารีวิวที่ไม่บอกที่มา
- ภาพที่ห้ามใช้ เช่น ภาพผ่าตัดหรือเลือด ท่าทางไม่เหมาะสม หรือภาพที่สื่อถึงความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย
ส่วนคำที่มักไม่ผ่าน ผมสรุปจากคู่มือ สบส. ไว้ในตารางนี้ ใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้ แต่คำตัดสินสุดท้ายอยู่ที่ผู้อนุญาต
| คำหรือข้อความที่มักไม่ผ่าน | เหตุผล | แนวทางที่ใช้แทนได้ |
|---|---|---|
| ดีที่สุด, เก่งที่สุด, อันดับ 1 | โอ้อวดเกินจริง | บอกข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เช่น ปีที่เปิด จำนวนสาขา |
| เห็นผล 100%, รับรองผล | รับรองผลการรักษา | อธิบายว่าผลขึ้นกับแต่ละบุคคล |
| เชี่ยวชาญ | คู่มือระบุว่าไม่อนุมัติ | ผู้ชำนาญการ (ตามคำแนะนำในคู่มือ) |
| ครบวงจร | ถือว่าโอ้อวด | ระบุรายการบริการที่มีจริง |
| ราคาเดิม … ลดเหลือ … | เงื่อนไขส่วนลดจำกัดมาก | แสดงราคาจริง หรือช่วงราคาเริ่มต้นถึงสูงสุด |
โทษของการโฆษณาฝ่าฝืนมาตรา 38 อยู่ในมาตรา 68 คู่มือการจัดการโฆษณาสถานพยาบาลของ สบส. ระบุว่ามีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาทจนกว่าจะหยุดโฆษณา ตัวเลขไม่ได้สูงมาก แต่สิ่งที่คลินิกเสียจริงคือชื่อเสียง กับเวลาที่ต้องตามแก้ทุกช่องทาง
ถ้าคนไข้หลักเป็นชาวต่างชาติ
เว็บคลินิกที่รับคนไข้ต่างชาติต้องคิดต่างออกไปอีกแบบ คนที่เปิดเว็บกำลังวางแผนบินมารักษา คำถามจึงไม่ใช่แค่ราคา แต่เป็นเรื่องเวลาและการเดินทางด้วย
เว็บ Bangkok Inter Dental สาขาอโศกของกลุ่ม Bangkok Smile Dental เขียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งเว็บ และติดป้ายระยะเวลาไว้บนการ์ดการรักษาทุกใบ เช่น วีเนียร์ 2–3 ครั้ง ฟอกสีฟัน 45–60 นาที รากฟันเทียม 3–6 เดือน และ All on 4 ใช้ 3–5 วัน คนที่ต้องซื้อตั๋วเครื่องบินเอาตัวเลขนี้ไปวางแผนวันเดินทางได้ก่อนติดต่อ

รายละเอียดเล็กๆ ที่ช่วยได้มากในเว็บนี้คือ ท้ายหน้ามีเบอร์โทร 4 ชุด แยกออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไทย และเบอร์สากล ส่วนช่องเลือกประเทศในฟอร์มนัดหมายเรียงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไทยไว้ก่อน ตามกลุ่มคนไข้หลักของคลินิก ส่วน Smile Express วางทั้ง WhatsApp โทร และฟอร์มไว้คู่กัน เพราะคนไข้ต่างชาติมักคุยผ่านแอปแชตก่อนจะกรอกฟอร์ม
ถ้าคลินิกต้องการทั้งภาษาไทยและอังกฤษในเว็บเดียว WordPress มีปลั๊กอินแปลภาษาที่แยก URL ของแต่ละภาษาได้ ข้อสำคัญคือต้องมีคนแปลหรือตรวจคำแปลจริง ไม่ใช่ปล่อยให้แปลอัตโนมัติ เพราะคำแปลที่ผิดในเรื่องการรักษาเป็นความเสี่ยงโดยตรง
ส่วนที่คนไข้ไม่เห็น แต่มีผลกับการค้นเจอ
คนไข้ส่วนใหญ่หาคลินิกจากมือถือ และค้นแบบมีพื้นที่ต่อท้าย เช่น “คลินิกฟันพิษณุโลก” หรือ “ฟิลเลอร์ใต้ตา บางนา” เว็บที่ดีอย่างเดียวจึงยังไม่พอ ต้องมีอีก 3 อย่าง
- Local SEO และ Google Business Profile ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร และเวลาเปิดบนเว็บควรตรงกับในโปรไฟล์ธุรกิจบน Google ทุกตัวอักษร รายละเอียดอยู่ในบทความ Local SEO ที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้า
- ความเร็วบนมือถือ เว็บคลินิกมักมีรูปเยอะ ทั้งรูปแพทย์ รูปคลินิก รูปโปรแกรม ถ้าไม่บีบอัดรูปจะช้ามาก วิธีเช็กและแก้ดูได้ในเรื่อง Core Web Vitals ของ WordPress
- Schema บอก Google ว่าเว็บนี้คือคลินิก ใช้ประเภท MedicalClinic ของ schema.org ซึ่งใส่เวลาเปิดทำการ ที่อยู่ สาขาเฉพาะทาง และบริการที่มีได้ ปลั๊กอิน SEO บน WordPress ช่วยใส่ส่วนนี้ได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเอง
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือหน้าแพทย์ ในมุม E-E-A-T หน้าที่บอกชื่อ วุฒิ ความชำนาญ และเลขใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของแพทย์ เป็นหลักฐานความน่าเชื่อถือที่ชัดที่สุดของเว็บสุขภาพ ถ้าคลินิกมีแพทย์หลายคน ทำหน้าแยกรายคนจะดีกว่ารวมไว้หน้าเดียว
ทำเว็บคลินิกด้วย WordPress ใช้งบเท่าไหร่ ใช้เวลานานแค่ไหน
ค่าทำเว็บขึ้นกับจำนวนหน้าและระบบที่ต้องการเป็นหลัก ตัวอย่างจากแพ็กเกจของ eHowMe (ตุลาคม 2026)
- เว็บคลินิกขนาดเล็ก ไม่เกิน 3 หน้า: Basic 8,900 บาท
- เว็บคลินิกที่มีหน้าบริการแยก หน้าแพทย์ และบทความ ไม่เกิน 7 หน้า: Standard 15,900 บาท
- ถ้าต้องมีระบบนัดหมายเฉพาะหรือรับชำระเงินออนไลน์ ควรขอใบเสนอราคาตามขอบเขตงาน
- ค่าโดเมน โฮสติ้ง และดูแลเว็บ 3,000 บาทต่อปี
ถ้าอยากเทียบกับเว็บประเภทอื่นหรือเจ้าอื่น ผมแยกไว้ในบทความ ราคาทำเว็บไซต์แยกตามประเภทเว็บ แล้ว
เรื่องเวลา ตัวเว็บโดยทั่วไปใช้ประมาณ 7–30 วัน ขึ้นกับรายละเอียด แต่เว็บคลินิกต้องบวกเวลาตรวจเนื้อหาเพิ่ม ตามคู่มือ สบส. คำขออนุมัติโฆษณามี 2 ประเภท ประเภทที่ 1 (ชื่อและคุณวุฒิแพทย์ บริการ อัตราค่าบริการ เวลาทำการ ฯลฯ) ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 10 วันทำการหลังยื่นเอกสารครบ ส่วนประเภทที่ 2 (โฆษณาอื่นๆ) อนุกรรมการมีเวลาพิจารณา 30 วัน และขยายได้อีกไม่เกิน 30 วัน และเมื่อได้รับอนุมัติแล้วต้องแสดงเลขที่หนังสืออนุมัติด้วย
วางแผนให้เนื้อหาเสร็จก่อนตัวเว็บ แล้วยื่นขออนุมัติคู่ขนานไปกับการออกแบบ จะไม่เสียเวลารอหลังเว็บเสร็จ
เช็กลิสต์ก่อนเปิดเว็บคลินิก
- ชื่อคลินิกและที่ตั้งบนเว็บตรงกับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล
- ทุกบริการบอกว่าเหมาะกับใคร ใช้กี่ครั้ง และมีความเสี่ยงอะไร
- มีหน้าแพทย์ พร้อมชื่อ วุฒิ และเลขใบอนุญาต
- ข้อความโฆษณาผ่านการอนุมัติ และแสดงเลขที่อนุมัติแล้ว
- ไม่มีคำโอ้อวด คำรับรองผล หรือส่วนลดที่ไม่เข้าเงื่อนไข
- ภาพก่อน-หลังและรีวิวมีหลักฐานความยินยอมของคนไข้
- ฟอร์มนัดหมายถามเท่าที่จำเป็น และมีช่องยินยอมตาม PDPA
- มีหน้านโยบายความเป็นส่วนตัว และแบนเนอร์คุกกี้ถ้าใช้เครื่องมือวัดผล
- ปุ่ม LINE / โทร กดได้จริงบนมือถือ และมีคนตอบในเวลาทำการ
- ข้อมูลบนเว็บตรงกับ Google Business Profile
ถ้าคลินิกของคุณกำลังจะเริ่มทำเว็บ หรืออยากให้ช่วยดูว่าเว็บเดิมควรปรับตรงไหน ดูรายละเอียดงาน รับทำเว็บไซต์ WordPress ของ eHowMe แล้วทักมาคุยกันได้ครับ
คำถามที่พบบ่อย
ทำเว็บไซต์คลินิกต้องขออนุญาตโฆษณาก่อนไหม
ต้องขอ ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล มาตรา 38 ข้อความ ภาพ หรือเสียงที่ใช้โฆษณาสถานพยาบาล นอกจากชื่อและที่ตั้งตามใบอนุญาต ต้องได้รับอนุมัติก่อนเผยแพร่ ซึ่งเนื้อหาบนเว็บไซต์ก็นับเป็นสื่อโฆษณาด้วย เมื่ออนุมัติแล้วให้แสดงเลขที่หนังสืออนุมัติไว้
ใส่รีวิวและภาพก่อน-หลังบนเว็บคลินิกได้ไหม
ใส่ได้ แต่มีเงื่อนไข ภาพก่อน-หลังต้องเป็นคนไข้ที่รักษาที่คลินิกนั้นจริง เป็นภาพต้นฉบับที่ไม่ตกแต่ง มีความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร และมีข้อความกำกับว่าเป็นผลการรักษาของผู้ป่วยเฉพาะราย ส่วนรีวิวต้องไม่รับรองผลหรือพูดเกินจริง
เว็บคลินิกควรใช้ระบบจองออนไลน์ หรือให้คนไข้ทัก LINE ดีกว่า
คลินิกเปิดใหม่หรือคลินิกขนาดเล็กเริ่มจากปุ่ม LINE กับฟอร์มขอนัดก็พอ เพราะคนไข้ส่วนใหญ่อยากถามก่อนจอง ระบบจองออนไลน์เหมาะกับคลินิกที่มีตารางแพทย์ชัดเจนและมีคนอัปเดตตารางสม่ำเสมอ
ทำเว็บคลินิกด้วย WordPress ใช้เวลานานแค่ไหน
ตัวเว็บโดยทั่วไปใช้ประมาณ 7–30 วันตามรายละเอียด แต่ควรเผื่อเวลาให้เนื้อหาผ่านการอนุมัติโฆษณาด้วย คำขอประเภทที่ 1 ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 10 วันทำการ ส่วนประเภทที่ 2 อาจใช้ 30 วันหรือนานกว่านั้น จึงควรเตรียมเนื้อหาและยื่นขออนุมัติคู่ขนานไปกับการออกแบบ
ฟอร์มนัดหมายบนเว็บคลินิกต้องทำอะไรเรื่อง PDPA บ้าง
ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวตาม PDPA ฟอร์มควรถามเท่าที่จำเป็นต่อการนัด ถ้าต้องถามอาการหรือแนบรูปให้มีช่องยินยอมแยกที่ไม่ติ๊กไว้ล่วงหน้า ลิงก์ไปนโยบายความเป็นส่วนตัว และส่งข้อมูลเข้าอีเมลของคลินิกเอง
ส่วนตัวผมมองว่าเว็บคลินิกที่ดีไม่จำเป็นต้องหวือหวา ขอแค่คนไข้เข้ามาแล้วรู้ว่าที่นี่รักษาอาการของเขาได้ไหม ใครรักษา ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ และทักไปทางไหน ถ้าตอบ 4 ข้อนี้ได้ชัดโดยไม่พูดเกินจริง เว็บก็ทำหน้าที่ของมันได้ครบแล้ว






