← บทความทั้งหมด WordPress

ทำเว็บไซต์คลินิกด้วย WordPress ต้องมีอะไรบ้าง?

เว็บไซต์คลินิกต้องมีหน้าอะไรบ้าง ใส่ราคา รีวิว และระบบนัดหมายยังไงให้ไม่ผิดกฎโฆษณาสถานพยาบาลและ PDPA พร้อมตัวอย่างจริง ก่อนเลือกคนรับทำเว็บคลินิก

AngkuL Oatwanit อัปเดตล่าสุด 26 ตุลาคม 2026
แท็บเล็ตบนเคาน์เตอร์คลินิกแสดงหน้าเว็บนัดหมาย พร้อมหัวข้อทำเว็บไซต์คลินิกด้วย WordPress ต้องมีอะไรบ้าง

เว็บไซต์คลินิกที่ใช้งานได้จริงต้องตอบคนไข้ให้ได้เร็ว 3 เรื่อง คือ รักษาอาการนี้ได้ไหมและใครเป็นคนรักษา ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ และนัดหมายยังไง ส่วนที่ต่างจากเว็บธุรกิจทั่วไปคือ ทุกข้อความต้องอยู่ในกรอบกฎโฆษณาสถานพยาบาล และข้อมูลสุขภาพที่คนไข้กรอกต้องเก็บตาม PDPA ซึ่ง WordPress รองรับได้ครบทั้งหมด

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

บทความนี้ผมรวบรวมจากเว็บคลินิกที่อยู่ในหน้าผลงานของ eHowMe ทั้งคลินิกความงามและคลินิกทันตกรรม แล้วเทียบกับคู่มือของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ว่าอะไรใส่ได้ อะไรต้องระวัง ใครกำลังมองหาคนรับทำเว็บคลินิก ลองใช้เป็นเช็กลิสต์ก่อนคุยงานได้เลย

เว็บคลินิกไม่เหมือนเว็บบริษัททั่วไปตรงไหน

โครงสร้างหน้าเว็บคลินิกไม่ได้ซับซ้อนกว่าเว็บบริษัทเท่าไหร่ มีหน้าแรก หน้าบริการ หน้าติดต่อ คล้ายกัน แต่มี 3 เรื่องที่เว็บประเภทอื่นแทบไม่ต้องคิด

  • กฎหมายโฆษณา เนื้อหาบนเว็บนับเป็นการโฆษณาสถานพยาบาล ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 38 ข้อความ เสียง หรือภาพที่ใช้โฆษณา (นอกจากชื่อและที่ตั้ง) ต้องได้รับอนุมัติก่อน และห้ามเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินจริง
  • ข้อมูลสุขภาพ ฟอร์มนัดหมายที่ถามอาการ หรือให้แนบรูป คือการเก็บข้อมูลอ่อนไหว ซึ่ง PDPA ดูแลเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป
  • ความน่าเชื่อถือ เรื่องสุขภาพเป็นหัวข้อกลุ่ม YMYL (Your Money or Your Life) ที่ Google ให้น้ำหนักเรื่อง E-E-A-T มากกว่าปกติ ชื่อแพทย์ วุฒิ และเลขใบอนุญาตจึงสำคัญกว่าดีไซน์สวยๆ

เว็บคลินิกที่ดีไม่ได้ขายเก่งที่สุด แต่ตอบคำถามคนไข้ได้ชัดที่สุด โดยไม่พูดเกินสิ่งที่คลินิกทำได้จริง

สองเรื่องแรกเป็นเหตุผลที่ผมมองว่าเว็บคลินิกควรเผื่อเวลาในแผนงานมากกว่าเว็บบริษัททั่วไป ตัวเว็บทำเสร็จได้เร็ว แต่เนื้อหาต้องผ่านการตรวจก่อน

หน้าที่ควรมี และสิ่งที่ต้องระวังในแต่ละหน้า

ถ้าเป็นคลินิกเปิดใหม่หรือคลินิกเดียวไม่มีสาขา ประมาณ 6–8 หน้าก็ครอบคลุมแล้ว ตารางนี้สรุปว่าแต่ละหน้าควรตอบอะไร และจุดไหนที่มักติดเรื่องกฎหมาย

หน้าคนไข้อยากรู้อะไรจุดที่ต้องระวัง
หน้าแรกคลินิกนี้รักษาอะไร อยู่ตรงไหน เปิดกี่โมง ติดต่อทางไหนคำโปรย hero มักมีคำอย่าง “ที่สุด” “ครบวงจร” ที่ไม่ผ่านการอนุมัติ
บริการ / โปรแกรมรักษาอาการแบบนี้ใช้โปรแกรมไหน ใช้เวลากี่ครั้ง มีความเสี่ยงอะไรห้ามรับรองผล เช่น “เห็นผล 100%”
แพทย์และทีมใครเป็นคนรักษา จบอะไร มีใบอนุญาตไหมคำว่า “เชี่ยวชาญ” ไม่ผ่าน คู่มือ สบส. แนะนำใช้ “ผู้ชำนาญการ” แทน
ราคางบประมาณที่ต้องเตรียมราคาแพ็กเกจต้องบอกว่ารวมบริการอะไรบ้าง ส่วนลดมีเงื่อนไขเข้ม
รีวิว / เคสตัวอย่างคนที่อาการคล้ายเราทำแล้วเป็นยังไงภาพก่อน-หลังต้องเป็นคนไข้จริง ไม่ตกแต่ง และมีความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร
นัดหมาย / ติดต่อจองยังไง ทักทางไหนเร็วที่สุดฟอร์มที่ถามอาการต้องมีการขอความยินยอมตาม PDPA
บทความความรู้คำถามก่อนตัดสินใจ เช่น เจ็บไหม พักฟื้นกี่วันบทความก็นับเป็นสื่อโฆษณาได้ ถ้ามีการชวนมาใช้บริการ
นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อมูลที่กรอกไปจะถูกใช้ทำอะไรต้องเขียนให้ตรงกับที่เว็บเก็บจริง ไม่ใช่ copy มาจากเว็บอื่น
แผนผังโครงสร้างหน้าเว็บคลินิก: หน้าแรก บริการตามอาการ แพทย์และทีม ราคา รีวิว บทความ นัดหมาย และนโยบายความเป็นส่วนตัว
โครงสร้างหน้าเว็บคลินิกแบบพื้นฐาน

คลินิกที่มีหลายสาขา หรือรับคนไข้ต่างชาติ จะมีหน้าเพิ่มขึ้นอีก เช่น หน้าสาขา หน้าราคาแยกภาษา ซึ่งจะพูดถึงในหัวข้อคนไข้ต่างชาติด้านล่าง

จัดบริการตามอาการ ไม่ใช่ตามชื่อเครื่อง

ข้อนี้ผมว่าเป็นจุดที่เว็บคลินิกความงามพลาดกันเยอะที่สุด หน้าบริการเรียงตามชื่อเครื่องหรือชื่อยี่ห้อ ซึ่งคนในวงการรู้จัก แต่คนไข้ส่วนใหญ่ไม่รู้ คนไข้รู้แค่ว่าตัวเองมีปัญหาอะไร เช่น ใต้ตาคล้ำ สิวไม่หาย หน้าผากแบน

ตัวอย่างที่ชัดคือเว็บ Bellina Clinic คลินิกความงามใกล้ BTS อุดมสุข ส่วนบริการตั้งชื่อว่า “เลือกจากปัญหาที่คุณอยากแก้” แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือฟิลเลอร์เติมเต็ม ยกกระชับผิวใสและลดริ้วรอย และสิวรอยสิวจุดด่างดำ ใต้ชื่อกลุ่มบอกก่อนว่าเหมาะกับอาการแบบไหน แล้วค่อยเป็นการ์ดโปรแกรม คนที่ไม่รู้จักชื่อเครื่องก็เริ่มจากอาการของตัวเองได้

ส่วนบริการบนเว็บ Bellina Clinic ที่จัดโปรแกรมตามปัญหาผิว พร้อมราคาเริ่มต้นและปุ่มทัก LINE
ส่วน “เลือกจากปัญหาที่คุณอยากแก้” บนเว็บ Bellina Clinic

อีกจุดที่น่าสังเกตคือท้ายแต่ละกลุ่มมีปุ่มทัก LINE กับปุ่มโทรวางซ้ำไว้ คนที่อ่านจบกลุ่มไหนก็ติดต่อได้เลยโดยไม่ต้องเลื่อนกลับขึ้นไปด้านบน

ในหน้าโปรแกรมรักษา ควรมีอะไรบ้าง

  1. เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร
  2. ขั้นตอนโดยย่อ ใช้เวลาต่อครั้งเท่าไหร่ ต้องมากี่ครั้ง
  3. ช่วงพักฟื้น ผลข้างเคียง และความเสี่ยงที่ควรรู้
  4. ชื่อแพทย์ที่ดูแลโปรแกรมนั้น
  5. ราคาหรือช่วงราคา (ถ้าระบุได้) และช่องทางปรึกษา

ข้อ 3 หลายคลินิกไม่อยากเขียนเพราะกลัวคนไข้ถอย แต่ในมุมคนอ่าน การเห็นความเสี่ยงเขียนไว้ตรงๆ กลับทำให้เชื่อมากขึ้น และยังไปทางเดียวกับคู่มือของ สบส. ที่เวลานำเสนอเคสการรักษา ให้บอกทั้งผล ความเสี่ยง และผลข้างเคียงไว้ด้วยกัน

ราคา ใส่ไว้บนเว็บเลย หรือให้ทักมาถาม

คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียว ขึ้นกับว่าบริการนั้นราคาตายตัวแค่ไหน

  • ราคาตายตัว เช่น ขูดหินปูน ฟอกสีฟัน เลเซอร์บางโปรแกรม ใส่ไว้เลยดีกว่า คนไข้ไม่ต้องทักมาถามคำถามเดิมซ้ำๆ
  • ราคาขึ้นกับเคส เช่น ฟิลเลอร์ที่คิดตามจำนวน cc หรือรากฟันเทียมที่ขึ้นกับจำนวนซี่ ให้ใส่ราคาเริ่มต้น แล้วชวนปรึกษาต่อ

Bellina Clinic ใช้วิธีผสม การ์ดบางใบมีราคาเริ่มต้นกำกับ ส่วนการ์ดที่ราคาขึ้นกับปริมาณจะชวนให้ทักมาถาม ท้ายกลุ่มเขียนว่า “อยากรู้ว่าต้องใช้กี่ cc และราคาเท่าไหร่? ทักมาถามได้เลย” ซึ่งตรงกับวิธีคิดเงินจริงของงานฟิลเลอร์

ส่วนคลินิกที่จับกลุ่มคนไข้ต่างชาติอาจเลือกอีกทาง อย่าง Smile Express Dental Clinic วางตารางเทียบราคารากฟันเทียมต่อซี่ของไทยกับออสเตรเลีย สหรัฐฯ สิงคโปร์ และนิวซีแลนด์ไว้ตั้งแต่หน้าจอแรก พร้อมหมายเหตุว่าเป็นราคาโดยประมาณ เพราะคำถามแรกของคนที่คิดจะบินมาทำฟันคือประหยัดได้เท่าไหร่ ข้อแลกเปลี่ยนคือหน้าเว็บจะดูเน้นราคามาก คนที่เลือกคลินิกจากคุณภาพอย่างเดียวอาจไม่ชอบ

เรื่องราคาที่ต้องรู้ก่อนขึ้นเว็บ

ตาม คู่มือการพิจารณาอนุมัติโฆษณาสถานพยาบาลของ สบส. มีกติกาเรื่องราคาที่คนทำเว็บควรรู้ไว้

  • ราคาแพ็กเกจต้องแจกแจงว่ารวมบริการอะไรบ้าง
  • การให้ส่วนลดทำได้เฉพาะบางกลุ่ม เช่น ผู้ด้อยโอกาส โครงการของรัฐ หรือกลุ่มสมาชิก และต้องไม่เกิน 1 ปี
  • บริการฟรีต้องระบุวัน เวลา และสถานที่ให้แน่นอน
  • คำอย่าง “เพียง” “เท่านั้น” “ราคาเดิม” “ฟรี” ถูกจำกัดการใช้ตามประกาศแพทยสภา

ตรงนี้คนทำเว็บมักเจอบ่อย คือคลินิกส่งแบนเนอร์โปรโมชันมาให้ขึ้นหน้าแรก ซึ่งมีคำว่า “ลดเหลือ” หรือราคาขีดฆ่า ถ้าเจอแบบนี้ ผมแนะนำให้ถามคลินิกก่อนว่าแบนเนอร์นี้ผ่านการอนุมัติแล้วหรือยัง

ช่องทางนัดหมาย: LINE ฟอร์ม หรือระบบจองออนไลน์

คลินิกในไทยส่วนใหญ่รับนัดผ่านแชตเป็นหลัก เพราะคนไข้ไม่อยากกรอกฟอร์มยาวแค่เพื่อถามราคา เว็บ House of Fun Dental Clinic ที่พิษณุโลกเลยให้ปุ่ม “ปรึกษาแพทย์ / จองคิว” ทุกจุดชี้ไปที่ LINE ทั้งแถบบน ใต้พาดหัว และใต้รายการบริการ ส่วนฟอร์มอยู่ท้ายหน้าสำหรับคนที่อยากให้โทรกลับ ถ้าคลินิกยังไม่มีบัญชีทางการ ลองอ่านเรื่อง LINE OA ก่อนวางปุ่มบนเว็บ

เทียบ 3 ทางเลือกแบบสั้นๆ ได้ประมาณนี้

ช่องทางเหมาะกับข้อดีข้อควรคิด
ปุ่ม LINE / โทรคลินิกเล็กถึงกลาง ที่มีแอดมินตอบแชตตั้งค่าง่าย คนไข้คุ้นเคยต้องมีคนตอบไว ถ้าตอบช้าคนไข้ไปคลินิกอื่น
ฟอร์มขอนัดคนไข้ที่อยากให้โทรกลับ หรือต้องแนบรายละเอียดได้ข้อมูลเป็นระบบ ส่งเข้าอีเมลหรือ LINE ได้ต้องขอความยินยอม และไม่ถามข้อมูลสุขภาพเกินจำเป็น
ระบบจองออนไลน์คลินิกที่มีตารางแพทย์ชัดเจน คิวต่อวันเยอะคนไข้เห็นช่วงเวลาว่างและเลือกเองได้ต้องมีคนอัปเดตตารางจริง ไม่งั้นจองแล้วมาไม่ได้

บน WordPress ทั้ง 3 แบบทำได้ โดยระบบจองมีปลั๊กอินให้เลือกหลายตัว แต่ผมมักแนะนำให้คลินิกเปิดใหม่เริ่มจาก LINE กับฟอร์มก่อน ดูว่าคนไข้ทักมาวันละกี่คน แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องระบบจองทีหลัง ระบบจองที่ไม่มีใครดูแลตารางสร้างปัญหามากกว่าไม่มี

ฟอร์มนัดหมายกับ PDPA

คู่มือ PDPA สำหรับประชาชน ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จัดข้อมูลสุขภาพไว้ในกลุ่มข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ซึ่งการเก็บโดยทั่วไปต้องได้ความยินยอมโดยชัดแจ้ง ในทางปฏิบัติ ฟอร์มบนเว็บคลินิกควรทำแบบนี้

  • ถามเท่าที่จำเป็นต่อการนัด เช่น ชื่อ เบอร์ บริการที่สนใจ วันที่สะดวก ส่วนรายละเอียดอาการเก็บตอนคุยกับแพทย์
  • ถ้าต้องถามอาการหรือให้แนบรูป ให้มีช่องติ๊กยินยอมแยกต่างหาก ไม่ติ๊กไว้ให้ล่วงหน้า
  • ลิงก์ไปหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวไว้ใต้ฟอร์ม
  • เลือกปลายทางที่ข้อมูลไปให้ดี เช่น อีเมลของคลินิกเอง ไม่ใช่อีเมลส่วนตัวของแอดมิน
  • ติดตั้งแบนเนอร์ขอความยินยอมคุกกี้ ถ้าเว็บใช้ Pixel หรือเครื่องมือวัดผลโฆษณา

รีวิว ภาพก่อน-หลัง และคำที่ไม่ควรใช้

เรื่องนี้ สบส. ตรวจจริงจังขึ้นเรื่อยๆ กรุงเทพธุรกิจรายงานเมื่อเมษายน 2026 ว่าช่วงตุลาคม 2025 ถึงมีนาคม 2026 กองกฎหมายของ สบส. ตรวจโพสต์โฆษณา 4,521 รายการ พบที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 2,433 รายการ (ประมาณ 54%) เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาล 89 แห่ง และประสานแพลตฟอร์มให้ลบโพสต์ด้วย

ครึ่งหนึ่งของโพสต์โฆษณาคลินิกที่ถูกตรวจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ถ้าเว็บคลินิกเขียนแบบเดียวกับโพสต์ขายของ ก็มีโอกาสติดปัญหาเดียวกัน

สิ่งที่ควรรู้เวลาจะขึ้นรีวิวหรือเคสบนเว็บ

  • ภาพก่อน-หลัง ต้องเป็นคนไข้ที่รักษาที่คลินิกนั้นจริง เป็นภาพต้นฉบับไม่ตกแต่ง มีความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร และมีข้อความกำกับว่าเป็นผลการรักษาของผู้ป่วยเฉพาะราย
  • รีวิว ควรระบุบริบท เช่น การรักษาที่ทำ เว็บ Bangkok Inter Dental และ Smile Express ระบุประเทศหรือเมืองของคนไข้คู่กับชนิดการรักษา คนอ่านที่มาจากประเทศเดียวกันจะเทียบเคสได้ง่ายกว่ารีวิวที่ไม่บอกที่มา
  • ภาพที่ห้ามใช้ เช่น ภาพผ่าตัดหรือเลือด ท่าทางไม่เหมาะสม หรือภาพที่สื่อถึงความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย

ส่วนคำที่มักไม่ผ่าน ผมสรุปจากคู่มือ สบส. ไว้ในตารางนี้ ใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้ แต่คำตัดสินสุดท้ายอยู่ที่ผู้อนุญาต

คำหรือข้อความที่มักไม่ผ่านเหตุผลแนวทางที่ใช้แทนได้
ดีที่สุด, เก่งที่สุด, อันดับ 1โอ้อวดเกินจริงบอกข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เช่น ปีที่เปิด จำนวนสาขา
เห็นผล 100%, รับรองผลรับรองผลการรักษาอธิบายว่าผลขึ้นกับแต่ละบุคคล
เชี่ยวชาญคู่มือระบุว่าไม่อนุมัติผู้ชำนาญการ (ตามคำแนะนำในคู่มือ)
ครบวงจรถือว่าโอ้อวดระบุรายการบริการที่มีจริง
ราคาเดิม … ลดเหลือ …เงื่อนไขส่วนลดจำกัดมากแสดงราคาจริง หรือช่วงราคาเริ่มต้นถึงสูงสุด

โทษของการโฆษณาฝ่าฝืนมาตรา 38 อยู่ในมาตรา 68 คู่มือการจัดการโฆษณาสถานพยาบาลของ สบส. ระบุว่ามีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาทจนกว่าจะหยุดโฆษณา ตัวเลขไม่ได้สูงมาก แต่สิ่งที่คลินิกเสียจริงคือชื่อเสียง กับเวลาที่ต้องตามแก้ทุกช่องทาง

ถ้าคนไข้หลักเป็นชาวต่างชาติ

เว็บคลินิกที่รับคนไข้ต่างชาติต้องคิดต่างออกไปอีกแบบ คนที่เปิดเว็บกำลังวางแผนบินมารักษา คำถามจึงไม่ใช่แค่ราคา แต่เป็นเรื่องเวลาและการเดินทางด้วย

เว็บ Bangkok Inter Dental สาขาอโศกของกลุ่ม Bangkok Smile Dental เขียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งเว็บ และติดป้ายระยะเวลาไว้บนการ์ดการรักษาทุกใบ เช่น วีเนียร์ 2–3 ครั้ง ฟอกสีฟัน 45–60 นาที รากฟันเทียม 3–6 เดือน และ All on 4 ใช้ 3–5 วัน คนที่ต้องซื้อตั๋วเครื่องบินเอาตัวเลขนี้ไปวางแผนวันเดินทางได้ก่อนติดต่อ

การ์ดการรักษาบนเว็บ Bangkok Inter Dental ที่ติดป้ายระยะเวลา เช่น วีเนียร์ 2–3 ครั้ง รากฟันเทียม 3–6 เดือน
การ์ดการรักษาพร้อมป้ายระยะเวลาบนเว็บ Bangkok Inter Dental

รายละเอียดเล็กๆ ที่ช่วยได้มากในเว็บนี้คือ ท้ายหน้ามีเบอร์โทร 4 ชุด แยกออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไทย และเบอร์สากล ส่วนช่องเลือกประเทศในฟอร์มนัดหมายเรียงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไทยไว้ก่อน ตามกลุ่มคนไข้หลักของคลินิก ส่วน Smile Express วางทั้ง WhatsApp โทร และฟอร์มไว้คู่กัน เพราะคนไข้ต่างชาติมักคุยผ่านแอปแชตก่อนจะกรอกฟอร์ม

ถ้าคลินิกต้องการทั้งภาษาไทยและอังกฤษในเว็บเดียว WordPress มีปลั๊กอินแปลภาษาที่แยก URL ของแต่ละภาษาได้ ข้อสำคัญคือต้องมีคนแปลหรือตรวจคำแปลจริง ไม่ใช่ปล่อยให้แปลอัตโนมัติ เพราะคำแปลที่ผิดในเรื่องการรักษาเป็นความเสี่ยงโดยตรง

ส่วนที่คนไข้ไม่เห็น แต่มีผลกับการค้นเจอ

คนไข้ส่วนใหญ่หาคลินิกจากมือถือ และค้นแบบมีพื้นที่ต่อท้าย เช่น “คลินิกฟันพิษณุโลก” หรือ “ฟิลเลอร์ใต้ตา บางนา” เว็บที่ดีอย่างเดียวจึงยังไม่พอ ต้องมีอีก 3 อย่าง

  1. Local SEO และ Google Business Profile ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร และเวลาเปิดบนเว็บควรตรงกับในโปรไฟล์ธุรกิจบน Google ทุกตัวอักษร รายละเอียดอยู่ในบทความ Local SEO ที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้า
  2. ความเร็วบนมือถือ เว็บคลินิกมักมีรูปเยอะ ทั้งรูปแพทย์ รูปคลินิก รูปโปรแกรม ถ้าไม่บีบอัดรูปจะช้ามาก วิธีเช็กและแก้ดูได้ในเรื่อง Core Web Vitals ของ WordPress
  3. Schema บอก Google ว่าเว็บนี้คือคลินิก ใช้ประเภท MedicalClinic ของ schema.org ซึ่งใส่เวลาเปิดทำการ ที่อยู่ สาขาเฉพาะทาง และบริการที่มีได้ ปลั๊กอิน SEO บน WordPress ช่วยใส่ส่วนนี้ได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเอง

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือหน้าแพทย์ ในมุม E-E-A-T หน้าที่บอกชื่อ วุฒิ ความชำนาญ และเลขใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของแพทย์ เป็นหลักฐานความน่าเชื่อถือที่ชัดที่สุดของเว็บสุขภาพ ถ้าคลินิกมีแพทย์หลายคน ทำหน้าแยกรายคนจะดีกว่ารวมไว้หน้าเดียว

ทำเว็บคลินิกด้วย WordPress ใช้งบเท่าไหร่ ใช้เวลานานแค่ไหน

ค่าทำเว็บขึ้นกับจำนวนหน้าและระบบที่ต้องการเป็นหลัก ตัวอย่างจากแพ็กเกจของ eHowMe (ตุลาคม 2026)

  • เว็บคลินิกขนาดเล็ก ไม่เกิน 3 หน้า: Basic 8,900 บาท
  • เว็บคลินิกที่มีหน้าบริการแยก หน้าแพทย์ และบทความ ไม่เกิน 7 หน้า: Standard 15,900 บาท
  • ถ้าต้องมีระบบนัดหมายเฉพาะหรือรับชำระเงินออนไลน์ ควรขอใบเสนอราคาตามขอบเขตงาน
  • ค่าโดเมน โฮสติ้ง และดูแลเว็บ 3,000 บาทต่อปี

ถ้าอยากเทียบกับเว็บประเภทอื่นหรือเจ้าอื่น ผมแยกไว้ในบทความ ราคาทำเว็บไซต์แยกตามประเภทเว็บ แล้ว

เรื่องเวลา ตัวเว็บโดยทั่วไปใช้ประมาณ 7–30 วัน ขึ้นกับรายละเอียด แต่เว็บคลินิกต้องบวกเวลาตรวจเนื้อหาเพิ่ม ตามคู่มือ สบส. คำขออนุมัติโฆษณามี 2 ประเภท ประเภทที่ 1 (ชื่อและคุณวุฒิแพทย์ บริการ อัตราค่าบริการ เวลาทำการ ฯลฯ) ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 10 วันทำการหลังยื่นเอกสารครบ ส่วนประเภทที่ 2 (โฆษณาอื่นๆ) อนุกรรมการมีเวลาพิจารณา 30 วัน และขยายได้อีกไม่เกิน 30 วัน และเมื่อได้รับอนุมัติแล้วต้องแสดงเลขที่หนังสืออนุมัติด้วย

วางแผนให้เนื้อหาเสร็จก่อนตัวเว็บ แล้วยื่นขออนุมัติคู่ขนานไปกับการออกแบบ จะไม่เสียเวลารอหลังเว็บเสร็จ

เช็กลิสต์ก่อนเปิดเว็บคลินิก

  1. ชื่อคลินิกและที่ตั้งบนเว็บตรงกับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล
  2. ทุกบริการบอกว่าเหมาะกับใคร ใช้กี่ครั้ง และมีความเสี่ยงอะไร
  3. มีหน้าแพทย์ พร้อมชื่อ วุฒิ และเลขใบอนุญาต
  4. ข้อความโฆษณาผ่านการอนุมัติ และแสดงเลขที่อนุมัติแล้ว
  5. ไม่มีคำโอ้อวด คำรับรองผล หรือส่วนลดที่ไม่เข้าเงื่อนไข
  6. ภาพก่อน-หลังและรีวิวมีหลักฐานความยินยอมของคนไข้
  7. ฟอร์มนัดหมายถามเท่าที่จำเป็น และมีช่องยินยอมตาม PDPA
  8. มีหน้านโยบายความเป็นส่วนตัว และแบนเนอร์คุกกี้ถ้าใช้เครื่องมือวัดผล
  9. ปุ่ม LINE / โทร กดได้จริงบนมือถือ และมีคนตอบในเวลาทำการ
  10. ข้อมูลบนเว็บตรงกับ Google Business Profile

ถ้าคลินิกของคุณกำลังจะเริ่มทำเว็บ หรืออยากให้ช่วยดูว่าเว็บเดิมควรปรับตรงไหน ดูรายละเอียดงาน รับทำเว็บไซต์ WordPress ของ eHowMe แล้วทักมาคุยกันได้ครับ

คำถามที่พบบ่อย

ทำเว็บไซต์คลินิกต้องขออนุญาตโฆษณาก่อนไหม

ต้องขอ ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล มาตรา 38 ข้อความ ภาพ หรือเสียงที่ใช้โฆษณาสถานพยาบาล นอกจากชื่อและที่ตั้งตามใบอนุญาต ต้องได้รับอนุมัติก่อนเผยแพร่ ซึ่งเนื้อหาบนเว็บไซต์ก็นับเป็นสื่อโฆษณาด้วย เมื่ออนุมัติแล้วให้แสดงเลขที่หนังสืออนุมัติไว้

ใส่รีวิวและภาพก่อน-หลังบนเว็บคลินิกได้ไหม

ใส่ได้ แต่มีเงื่อนไข ภาพก่อน-หลังต้องเป็นคนไข้ที่รักษาที่คลินิกนั้นจริง เป็นภาพต้นฉบับที่ไม่ตกแต่ง มีความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร และมีข้อความกำกับว่าเป็นผลการรักษาของผู้ป่วยเฉพาะราย ส่วนรีวิวต้องไม่รับรองผลหรือพูดเกินจริง

เว็บคลินิกควรใช้ระบบจองออนไลน์ หรือให้คนไข้ทัก LINE ดีกว่า

คลินิกเปิดใหม่หรือคลินิกขนาดเล็กเริ่มจากปุ่ม LINE กับฟอร์มขอนัดก็พอ เพราะคนไข้ส่วนใหญ่อยากถามก่อนจอง ระบบจองออนไลน์เหมาะกับคลินิกที่มีตารางแพทย์ชัดเจนและมีคนอัปเดตตารางสม่ำเสมอ

ทำเว็บคลินิกด้วย WordPress ใช้เวลานานแค่ไหน

ตัวเว็บโดยทั่วไปใช้ประมาณ 7–30 วันตามรายละเอียด แต่ควรเผื่อเวลาให้เนื้อหาผ่านการอนุมัติโฆษณาด้วย คำขอประเภทที่ 1 ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 10 วันทำการ ส่วนประเภทที่ 2 อาจใช้ 30 วันหรือนานกว่านั้น จึงควรเตรียมเนื้อหาและยื่นขออนุมัติคู่ขนานไปกับการออกแบบ

ฟอร์มนัดหมายบนเว็บคลินิกต้องทำอะไรเรื่อง PDPA บ้าง

ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวตาม PDPA ฟอร์มควรถามเท่าที่จำเป็นต่อการนัด ถ้าต้องถามอาการหรือแนบรูปให้มีช่องยินยอมแยกที่ไม่ติ๊กไว้ล่วงหน้า ลิงก์ไปนโยบายความเป็นส่วนตัว และส่งข้อมูลเข้าอีเมลของคลินิกเอง

ส่วนตัวผมมองว่าเว็บคลินิกที่ดีไม่จำเป็นต้องหวือหวา ขอแค่คนไข้เข้ามาแล้วรู้ว่าที่นี่รักษาอาการของเขาได้ไหม ใครรักษา ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ และทักไปทางไหน ถ้าตอบ 4 ข้อนี้ได้ชัดโดยไม่พูดเกินจริง เว็บก็ทำหน้าที่ของมันได้ครบแล้ว

เขียนโดย AngkuL Oatwanit

ชอบการเล่าเรื่องและนำเสนอเนื้อหาให้อ่านแล้วรู้สึกสนุก น่าสนใจ และเข้าใจง่าย ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการทำเว็บไซต์ด้วย WordPress และการทำ SEO เลยพอเข้าใจว่าควรจัดวางเนื้อหาแบบไหนให้ทั้งคนอ่านชอบ และค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านบทความทั้งหมด →
@ehowme จ้างงานผ่าน Fastwork เบอร์โทร Facebook