WooCommerce คือปลั๊กอินร้านค้าออนไลน์ฟรีสำหรับ WordPress ติดตั้งแล้วเว็บจะมีหน้าสินค้า ตะกร้า ระบบชำระเงิน การคำนวณค่าส่ง และหลังบ้านจัดการออเดอร์ครบ ตัวปลั๊กอินไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ยังต้องจ่ายค่าโดเมน โฮสติ้ง ค่าธรรมเนียมรับชำระเงิน และส่วนเสริมบางตัวที่เลือกใช้
WooCommerce เป็นระบบร้านค้าที่คนใช้มากที่สุดในตอนนี้ สถิติของ W3Techs (27 ต.ค. 2026) ระบุว่าเว็บไซต์ทั่วโลก 7.8% ใช้ WooCommerce และคิดเป็น 47.4% ของระบบอีคอมเมิร์ซทั้งหมดที่ W3Techs สำรวจ เกือบครึ่งหนึ่งของร้านออนไลน์ที่ตรวจพบจึงรันบนปลั๊กอินตัวนี้

บทความนี้จะเล่าว่า WooCommerce ทำอะไรได้บ้าง ต้องเตรียมอะไรก่อนเปิดร้าน ค่าใช้จ่ายจริงมีอะไรบ้าง และร้านแบบไหนที่ควรเลือกตัวอื่นแทน
WooCommerce คืออะไร ถ้ามองจากมุมเจ้าของร้าน
ถ้าเปรียบเว็บ WordPress เป็นอาคารพาณิชย์ที่เป็นของคุณเอง WooCommerce ก็คือการตกแต่งชั้นล่างให้เป็นหน้าร้าน มีชั้นวางสินค้า เคาน์เตอร์คิดเงิน และห้องเก็บสต็อก ตัวอาคารยังเหมือนเดิม คุณยังเขียนบทความหรือเพิ่มหน้าอื่นๆ ได้ตามปกติ แค่มีส่วนขายของเพิ่มเข้ามา
ถ้ายังไม่คุ้นกับตัว WordPress ลองอ่าน WordPress คืออะไร ก่อน จะเห็นภาพว่า WooCommerce ไปต่อยอดจากตรงไหน
ที่มาของ WooCommerce ตาม หน้า About ของ Woo เริ่มจากบริษัททำธีม WordPress ชื่อ WooThemes ในปี 2008 แล้วปล่อยปลั๊กอิน WooCommerce ในปี 2011 ต่อมาปี 2015 ถูก Automattic บริษัทที่อยู่เบื้องหลัง WordPress.com ซื้อกิจการไป ปัจจุบันตัวหลักยังเป็นโอเพนซอร์สและใช้ฟรี
WooCommerce ไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มแยก มันคือส่วนหนึ่งของเว็บ WordPress ที่คุณเป็นเจ้าของเอง
ติดตั้งแล้วได้อะไรบ้าง
หลังติดตั้ง WooCommerce จะมีเมนูใหม่ในหลังบ้าน และหน้าร้านที่จำเป็นถูกสร้างให้อัตโนมัติ ความสามารถหลักที่มีมาในตัว
- จัดการสินค้า ลงสินค้าทั่วไป สินค้าที่มีตัวเลือก (เช่น ไซซ์ สี) สินค้าเป็นชุด หรือสินค้าดิจิทัลให้ดาวน์โหลด
- สต็อก ตัดสต็อกอัตโนมัติเมื่อมีออเดอร์ แจ้งเตือนเมื่อสินค้าใกล้หมด
- ตะกร้าและหน้าชำระเงิน ลูกค้าเลือกสินค้า กรอกที่อยู่ และเลือกวิธีจ่ายเงินได้ในเว็บเดียว
- ค่าส่ง ตั้งโซนจัดส่ง ค่าส่งแบบเหมา ส่งฟรีเมื่อซื้อครบยอด หรือรับสินค้าที่ร้าน
- คูปองส่วนลด ลดเป็นบาทหรือเปอร์เซ็นต์ จำกัดจำนวนครั้งหรือวันหมดอายุได้
- ออเดอร์และลูกค้า ดูสถานะคำสั่งซื้อ ข้อมูลลูกค้า และส่งอีเมลยืนยันออเดอร์ให้อัตโนมัติ
- รายงานยอดขาย ดูยอดขายตามช่วงเวลา สินค้าขายดี และคูปองที่ถูกใช้

ส่วนที่ไม่มีในตัว เช่น เชื่อมระบบรับบัตรเครดิตของผู้ให้บริการไทย ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป หรือแจ้งเตือนออเดอร์เข้า LINE จะต้องเพิ่มด้วยปลั๊กอินเสริมหรือให้นักพัฒนาทำเพิ่ม
WooCommerce ฟรีจริงไหม
ตัวปลั๊กอินฟรีจริง ดาวน์โหลดได้จาก หน้าปลั๊กอิน WooCommerce บน WordPress.org ซึ่งตอนที่เขียนแสดงจำนวนเว็บที่ใช้งานอยู่มากกว่า 7 ล้านเว็บ ไม่มีค่าไลเซนส์รายเดือน และไม่หักเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย
แต่การเปิดร้านจริงยังมีค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องเผื่อไว้
| รายการ | จ่ายแบบไหน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| โดเมน | รายปี | ชื่อร้าน.com หรือ .co.th |
| โฮสติ้ง | รายเดือน/รายปี | ร้านค้าใช้ทรัพยากรมากกว่าเว็บทั่วไป ไม่ควรเลือกแพ็กเกจถูกที่สุด |
| ธีม | ครั้งเดียวหรือรายปี | มีธีมฟรีที่รองรับ WooCommerce ธีมเสียเงินมักต้องต่ออายุเพื่อรับอัปเดต |
| ปลั๊กอินเสริม | ส่วนใหญ่รายปี | เช่น ระบบสมาชิก ค่าส่งแบบละเอียด หรือฟีเจอร์เฉพาะทาง |
| ค่าธรรมเนียมรับชำระเงิน | เป็นเปอร์เซ็นต์ต่อรายการ | จ่ายให้ผู้ให้บริการ Payment Gateway ไม่ใช่ WooCommerce |
| ค่าดูแลเว็บ | รายเดือน/รายปี | อัปเดตระบบ สำรองข้อมูล แก้ปัญหา ถ้าไม่ได้ทำเอง |
ผมเคยคำนวณตัวอย่างค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตเทียบกับ PromptPay และค่าใช้จ่ายรายปีไว้ในบทความ ราคาทำเว็บไซต์แยกตามประเภท ถ้าจะวางงบเปิดร้าน ลองดูประกอบได้
ก่อนเปิดร้านด้วย WooCommerce ต้องเตรียมอะไรบ้าง
เรียงตามลำดับที่ควรทำ
- โดเมนและโฮสติ้ง เลือกโฮสติ้งที่รองรับ WordPress และมี SSL (https) ให้ เพราะหน้าชำระเงินต้องเข้ารหัสเสมอ
- ติดตั้ง WordPress และ WooCommerce จากนั้นทำตามตัวช่วยตั้งค่าร้าน กรอกที่อยู่ร้าน สกุลเงินบาท และหน่วยน้ำหนัก
- เลือกธีมที่รองรับ WooCommerce ดูว่าหน้าสินค้าและตะกร้าบนมือถือใช้ง่ายไหม เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อผ่านมือถือ
- ตั้งค่าการชำระเงิน เปิดวิธีที่ลูกค้าคุ้นเคย (ดูหัวข้อถัดไป)
- ตั้งค่าการจัดส่ง แบ่งโซน กำหนดค่าส่ง หรือเงื่อนไขส่งฟรี
- ลงสินค้า รูปชัด ชื่อสินค้าที่คนค้นหาจริง รายละเอียดครบ ราคา และสต็อก
- หน้าที่ร้านค้าควรมี นโยบายความเป็นส่วนตัว เงื่อนไขการคืนสินค้า วิธีสั่งซื้อ และช่องทางติดต่อ
- ระบบวัดผลและสำรองข้อมูล ติดตั้งเครื่องมือวัดยอดเข้าเว็บ และตั้งสำรองข้อมูลอัตโนมัติก่อนเปิดขายจริง
ระหว่างนี้จะมีปลั๊กอินที่อยากลองเต็มไปหมด ผมแนะนำให้เริ่มจากตัวที่จำเป็นจริงๆ ก่อน รายชื่อที่ผมใช้เป็นฐานอยู่ใน ปลั๊กอิน WordPress ที่ควรมี
รับเงินจากลูกค้าไทยได้ทางไหนบ้าง
WooCommerce มีวิธีรับเงินพื้นฐานมาให้ในตัว เช่น โอนเงินผ่านธนาคาร และเก็บเงินปลายทาง ร้านเล็กหลายร้านเริ่มจากโอนเงินแล้วให้ลูกค้าแนบสลิป ซึ่งใช้ได้ แต่แอดมินต้องตรวจยอดเอง
ถ้าอยากให้ลูกค้าจ่ายด้วยบัตรหรือสแกน QR แล้วระบบยืนยันออเดอร์ให้อัตโนมัติ ต้องเชื่อมกับ Payment Gateway เช่น Omise ซึ่งมี ปลั๊กอิน Omise Payments ที่ทำมาสำหรับ WooCommerce โดยเฉพาะ ผู้ให้บริการรายอื่นในไทยก็มีปลั๊กอินหรือวิธีเชื่อมต่อของตัวเอง ก่อนเลือกให้เทียบค่าธรรมเนียม ระยะเวลาโอนเงินเข้าบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้สมัคร
ข้อมูลบัตรของลูกค้าควรถูกจัดการโดยผู้ให้บริการรับชำระเงิน ไม่ใช่เก็บไว้ในเว็บของคุณเอง
WooCommerce, Shopify หรือแพลตฟอร์มร้านค้าไทย
คำถามนี้เจอบ่อยมาก แต่ละทางมีจุดแข็งต่างกัน
| หัวข้อ | WooCommerce | Shopify | แพลตฟอร์มร้านค้าไทย |
|---|---|---|---|
| ลักษณะ | ปลั๊กอินบน WordPress ติดตั้งบนโฮสติ้งของตัวเอง | แพลตฟอร์มสำเร็จรูป จ่ายรายเดือน | แพลตฟอร์มสำเร็จรูป จ่ายรายเดือนหรือรายปี |
| เจ้าของข้อมูล | เจ้าของร้านทั้งหมด | อยู่บนระบบของผู้ให้บริการ ส่งออกได้บางส่วน | อยู่บนระบบของผู้ให้บริการ |
| ความยืดหยุ่น | สูงมาก แก้ได้ทุกส่วน | สูง ผ่านแอปในสโตร์ | ปานกลาง ตามที่แพลตฟอร์มมีให้ |
| คนดูแลระบบ | เจ้าของร้านหรือคนที่จ้าง | ผู้ให้บริการ | ผู้ให้บริการ |
| เชื่อมบริการในไทย | ทำได้ผ่านปลั๊กอินหรือพัฒนาเพิ่ม | ขึ้นกับแอปที่มี | มักมีมาให้ในตัว |
| เหมาะกับ | ร้านที่อยากคุมทุกอย่างและทำคอนเทนต์ควบคู่ | ร้านที่ขายหลายประเทศ อยากเริ่มเร็ว | ร้านในไทยที่อยากได้ระบบพร้อมใช้ ดูแลน้อย |
ส่วนตัวผมมองว่าไม่มีตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกร้าน ถ้าอยากเทียบค่าใช้จ่ายระยะยาวระหว่างเว็บสำเร็จรูปกับ WordPress แบบเป็นตัวเลข ผมรวมไว้ในบทความ เว็บสำเร็จรูป vs WordPress
เรื่องที่ควรรู้ก่อนเลือก WooCommerce
ข้อดีของ WooCommerce คือยืดหยุ่น แต่ความยืดหยุ่นก็มาพร้อมความรับผิดชอบ
- ต้องอัปเดตสม่ำเสมอ ทั้ง WordPress, WooCommerce, ธีม และปลั๊กอิน เว็บที่มีข้อมูลลูกค้าและออเดอร์ไม่ควรปล่อยให้ล้าสมัย
- อัปเดตแล้วอาจชนกัน ปลั๊กอินเสริมบางตัวยังไม่รองรับเวอร์ชันใหม่ ควรสำรองข้อมูลก่อนอัปเดตทุกครั้ง และถ้าเป็นไปได้ให้ทดสอบบนเว็บสำรองก่อน
- ความเร็วขึ้นกับโฮสติ้งและการตั้งค่า หน้าตะกร้าและหน้าชำระเงินแคชไม่ได้เหมือนหน้าทั่วไป ร้านที่มีสินค้าเยอะหรือคนเข้าพร้อมกันมากต้องใช้โฮสติ้งที่แรงพอ เรื่องความเร็วผมเขียนแยกไว้ใน ทำเว็บ WordPress ให้ผ่าน Core Web Vitals
- ส่วนเสริมเสียเงินบวกกันแล้วไม่น้อย ก่อนซื้อให้ดูว่าต้องต่ออายุรายปีไหม และมีทางเลือกฟรีที่ทำได้ใกล้เคียงหรือเปล่า
ร้านแบบไหนเหมาะกับ WooCommerce
เหมาะ
- มีเว็บ WordPress อยู่แล้ว และอยากเพิ่มการขายเข้าไปในเว็บเดิม
- วางแผนทำบทความหรือ SEO ควบคู่กับการขาย เพราะเนื้อหากับร้านอยู่ในเว็บเดียวกัน
- มีขั้นตอนขายเฉพาะตัว เช่น สินค้าสั่งทำ ราคาตามขนาด หรือขายทั้งปลีกและส่ง
- ไม่อยากผูกกับค่ารายเดือนของแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง
อาจเลือกตัวอื่นดีกว่า
- ร้านที่ไม่มีใครดูแลเรื่องเทคนิคเลย และไม่มีงบจ้างดูแล
- ร้านที่ขายผ่าน Shopee, Lazada หรือ LINE เป็นหลัก และใช้เว็บแค่เป็นหน้าแนะนำแบรนด์
- ร้านที่อยากเปิดขายภายในไม่กี่วัน โดยไม่สนใจปรับแต่งอะไรมาก
ถ้าจะให้ eHowMe ทำร้านค้าให้
สำหรับลูกค้าที่ต้องการเว็บขายของ แพ็กเกจ Premium ของ eHowMe (34,900 บาท) จะมี Payment Gateway, แจ้งเตือนออเดอร์ทาง LINE, ส่งออกข้อมูลลูกค้าเป็น Excel และคำนวณค่าส่งตามพื้นที่และน้ำหนัก ลงสินค้าให้ 50 ชิ้นแรก ส่วนร้านที่ยังไม่ต้องการรับชำระเงินออนไลน์ แพ็กเกจ Standard ก็รองรับการลงสินค้าได้ไม่จำกัด
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าร้านของคุณควรใช้ WooCommerce หรือแพลตฟอร์มอื่น ลองดูรายละเอียด บริการรับทำเว็บไซต์ WordPress แล้วทักมาคุยกันก่อนได้ ถ้าคุยแล้วร้านคุณเหมาะกับแพลตฟอร์มสำเร็จรูปมากกว่า ผมก็จะบอกตรงๆ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ WooCommerce
WooCommerce ใช้ฟรีไหม
ตัวปลั๊กอิน WooCommerce ใช้ฟรีและเป็นโอเพนซอร์ส ไม่มีค่ารายเดือนและไม่หักเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย แต่การเปิดร้านจริงยังมีค่าโดเมน โฮสติ้ง ค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการรับชำระเงิน และอาจมีค่าธีมหรือปลั๊กอินเสริมแบบเสียเงิน
WooCommerce ต่างจาก WordPress ยังไง
WordPress คือระบบจัดการเว็บไซต์ ส่วน WooCommerce คือปลั๊กอินที่ติดตั้งบน WordPress เพื่อเพิ่มความสามารถร้านค้าออนไลน์ เช่น หน้าสินค้า ตะกร้า ชำระเงิน และจัดการออเดอร์ ต้องมี WordPress ก่อนถึงจะใช้ WooCommerce ได้
WooCommerce รับชำระเงินผ่าน PromptPay ได้ไหม
ได้ ถ้าเชื่อมกับผู้ให้บริการรับชำระเงินที่รองรับ PromptPay เช่น Omise ซึ่งมีปลั๊กอินสำหรับ WooCommerce โดยตรง หรือจะใช้วิธีโอนเงินผ่านธนาคารที่มีในตัว WooCommerce แล้วให้แอดมินตรวจยอดเองก็ได้
WooCommerce กับ Shopify เลือกอันไหนดี
WooCommerce เหมาะกับร้านที่อยากเป็นเจ้าของเว็บและข้อมูลเอง ปรับแต่งได้ทุกส่วน และทำคอนเทนต์ควบคู่กับการขาย แต่ต้องมีคนดูแลระบบ ส่วน Shopify เป็นแพลตฟอร์มสำเร็จรูปที่ผู้ให้บริการดูแลระบบให้ เริ่มได้เร็ว แต่มีค่ารายเดือนและปรับแต่งได้ภายในขอบเขตของแพลตฟอร์ม
ทำเว็บขายของด้วย WooCommerce ต้องเขียนโค้ดไหม
ไม่จำเป็น การติดตั้ง ลงสินค้า ตั้งค่าส่ง และตั้งค่าการชำระเงินทำได้จากหลังบ้าน แต่ถ้าต้องการฟีเจอร์เฉพาะทาง เช่น เชื่อมระบบสต็อกหรือระบบบัญชีของร้าน อาจต้องใช้ปลั๊กอินเสริมหรือให้นักพัฒนาทำเพิ่ม
สรุปสั้นๆ WooCommerce เหมาะกับร้านที่อยากเป็นเจ้าของร้านออนไลน์ของตัวเองเต็มตัว ตัวปลั๊กอินฟรี แต่ต้องเผื่องบโฮสติ้ง ระบบรับชำระเงิน และการดูแลไว้ด้วย ถ้าเตรียมส่วนนี้ไว้ตั้งแต่แรก ร้านจะโตต่อได้โดยไม่ต้องย้ายระบบ






