ทำเว็บไซต์บริษัทด้วย WordPress ควรมีหน้าอะไรบ้าง [เช็กลิสต์ 2026]

แชร์:

เว็บไซต์บริษัทที่ทำด้วย WordPress ควรมีอย่างน้อย 7 หน้า คือ หน้าแรก, เกี่ยวกับเรา, บริการ/สินค้า, ผลงาน, บทความ, ติดต่อเรา และหน้านโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) แต่ละหน้าไม่ใช่แค่ “มีให้ครบ” แต่ต้องรู้ด้วยว่าใน WordPress ควรสร้างเป็น Page ธรรมดา, Custom Post Type หรือใช้ปลั๊กอินตัวไหนถึงจะเหมาะ บทความนี้ไล่ทีละหน้าพร้อมบอกว่า หน้าไหนควรมี Section อะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการเอาไปพัฒนาเว็บไซต์บริษัทของตัวเองให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุดครับ

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

ผมเจอเคสเยอะมากที่ลูกค้าจ้างทำเว็บไซต์บริษัทเสร็จแล้ว แต่กลับไม่มีหน้าที่ลูกค้าจริง ๆ ต้องการหา เช่น มีแต่หน้าแรกสวย ๆ แต่ไม่มีหน้าบริการแยกเป็นเรื่อง ๆ หรือลืมหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวที่กฎหมาย PDPA บ้านเราเริ่มจริงจังมากขึ้นทุกปี

อ้างอิง: https://www.pdpc.or.th/category/pdpc-law/

สรุปเร็ว ๆ เว็บไซต์บริษัทด้วย WordPress ควรมีหน้าอะไรบ้าง

  • หน้าแรก (Home) สรุปว่าธุรกิจทำอะไร ให้ลูกค้ากลุ่มไหน
  • เกี่ยวกับเรา (About Us) เล่าที่มาบริษัท ทีมงาน ความน่าเชื่อถือ
  • บริการ/สินค้า (Services) แยกเป็นหน้าย่อยตามแต่ละบริการ
  • ผลงาน (Portfolio) ตัวอย่างงานจริงที่เคยทำให้ลูกค้า
  • บทความ/ข่าวสาร (Blog) ใช้ฟีเจอร์ Post มาตรฐานของ WordPress
  • ติดต่อเรา (Contact) ฟอร์ม เบอร์โทร แผนที่
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) รองรับ PDPA

ธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางเริ่มที่ 7-10 หน้านี้ก่อนได้เลย แล้วค่อยขยายเพิ่มทีหลังตามบริการที่เติบโตขึ้น ไม่จำเป็นต้องยัดทุกอย่างตั้งแต่เว็บแรกเปิด

หน้าที่สร้างความน่าเชื่อถือ

หน้าแรก (Home)

ตัวอย่างหน้าแรกเว็บบริษัท

ใน WordPress หน้าแรกมักทำด้วย Page Builder อย่าง Elementor เพราะจัดวาง section รูปภาพ วิดีโอ และปุ่ม Call-to-Action ได้อิสระกว่า editor ปกติมาก สิ่งที่ต้องมีคือประโยคสั้น ๆ บอกว่าธุรกิจทำอะไร ปุ่มพาไปหน้าบริการหรือหน้าติดต่อ และควรมีจุดที่ดึงมาจากหน้าอื่นอัตโนมัติ เช่น บทความล่าสุด 3 เรื่อง หรือผลงานล่าสุด เพื่อให้หน้าแรกมีเนื้อหาใหม่อยู่เสมอโดยไม่ต้องแก้ layout เอง

Section ที่ควรมี:

  • Hero พาดหัวสั้น ๆ บอกว่าทำอะไร ให้ใคร พร้อมปุ่ม CTA หลัก
  • Trust bar โลโก้ลูกค้าหรือตัวเลขผลงานที่ผ่านมา
  • สรุปบริการ 3-4 บริการหลักพร้อมลิงก์ไปหน้าย่อย
  • จุดต่าง/USP บอกว่าทำไมต้องเลือกเรา
  • ผลงานเด่น ตัวอย่าง 2-3 ชิ้น
  • รีวิวลูกค้า
  • บทความล่าสุด (ถ้ามีบล็อก)
  • CTA ปิดท้าย

เกี่ยวกับเรา (About Us)

ตัวอย่างหน้าเกี่ยวกับเรา มีส่วนแนะนำบริษัท ตัวเลขผลงาน และเรื่องราวของทีม

สร้างเป็น Page ปกติได้เลย ไม่ต้องซับซ้อน แต่เนื้อหาต้องจริงใจ มีรูปทีมงานจริง ไม่ใช่ stock photo และถ้าเป็นไปได้ควรมีตัวเลขที่วัดผลได้ เช่น ปีที่ก่อตั้ง จำนวนลูกค้าที่เคยทำงานด้วย เพราะลูกค้าที่เข้ามาอ่านหน้านี้อยู่ในขั้นตอนตัดสินใจแล้ว ไม่ใช่แค่ผ่านมาดู

หน้าเกี่ยวกับเราที่ลูกค้าอ่านจบแล้วยังไม่รู้ว่าบริษัทต่างจากเจ้าอื่นตรงไหน คือหน้าที่ยังทำหน้าที่ไม่สำเร็จ

Section ที่ควรมี:

  • Intro สั้น ๆ บอกตัวตน
  • เรื่องราว/ที่มา ของบริษัท
  • ทีมงาน ใช้รูปจริง
  • ตัวเลขความสำเร็จ เช่น ปีที่ก่อตั้ง จำนวนลูกค้า
  • CTA

ผลงาน (Portfolio)

ตัวอย่างหน้าผลงาน มีตัวกรองตามหมวดหมู่และการ์ดแสดงผลงานแต่ละชิ้น

ถ้าผลงานมีจำนวนมากและอยากกรองตามหมวดได้ แนะนำสร้างเป็น Custom Post Type แยกจาก Page และ Post ปกติ (ปลั๊กอินอย่าง Elementor Pro หรือ Custom Post Type UI ทำได้) แต่ถ้ามีผลงานไม่กี่ชิ้นและไม่ได้อัปเดตบ่อย ทำเป็น Page เดียวจัดเป็น gallery ก็เพียงพอ ไม่ต้องซับซ้อนเกินความจำเป็น

Section ที่ควรมี:

  • ตัวกรองตามหมวด ถ้าผลงานมีหลายประเภท
  • Grid ผลงาน พร้อมรูปภาพ
  • รายละเอียดเคส โจทย์ลูกค้า → วิธีแก้ → ผลลัพธ์
  • CTA

หน้าที่ช่วยปิดการขาย

บริการ/สินค้า (Services)

ตัวอย่างหน้าบริการ แสดงรายการบริการแยกเป็นการ์ดแต่ละประเภท

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุดคือยัดทุกบริการไว้ในหน้าเดียว อ่านยาวจนลูกค้าเลื่อนผ่าน ทางที่ดีกว่าคือแยกแต่ละบริการเป็นคนละหน้า แล้วโยงกลับมาที่หน้ารวมบริการ วิธีนี้ยังช่วยเรื่อง SEO ด้วย เพราะแต่ละหน้าจะไปโฟกัสคีย์เวิร์ดของบริการนั้น ๆ โดยเฉพาะ ไม่แย่งอันดับกันเอง

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือเว็บที่เคยเขียนบริการทั้งหมดไว้ในหน้าเดียวยาว ๆ พอแยกออกมาเป็นหน้าย่อยตามแต่ละบริการ แต่ละหน้าก็เริ่มมีโอกาสติดอันดับคำค้นเฉพาะของตัวเอง เช่น หน้ารับทำเว็บไซต์กับหน้าดูแลเว็บไซต์รายเดือน ไปโฟกัสคนละกลุ่มคำค้นกันชัดเจน ไม่ต้องแย่งอันดับกันเองเหมือนตอนรวมอยู่หน้าเดียว และคนที่เข้ามาอ่านก็เจอคำตอบที่ต้องการเร็วขึ้นด้วย เพราะไม่ต้องไล่สายตาหาในหน้ายาว ๆ

Section ที่ควรมี:

  • Hero เฉพาะบริการนั้น ชื่อบริการ + สรุปสั้น
  • Pain point บอกว่าเข้าใจปัญหาของลูกค้า
  • รายละเอียด/ขั้นตอนการทำงาน
  • สิ่งที่ลูกค้าได้รับ
  • ราคา/แพ็กเกจ (ถ้าเปิดเผยได้)
  • ผลงานที่เกี่ยวข้อง
  • FAQ เฉพาะบริการ
  • CTA

ติดต่อเรา (Contact)

ตัวอย่างหน้าติดต่อเรา มีข้อมูลติดต่อ ฟอร์มส่งข้อความ และแผนที่บริษัท

ปลั๊กอินฟอร์มที่ใช้กันเยอะสุดคือ Contact Form 7 (ฟรี ใช้งานง่าย) หรือ WPForms ถ้าอยากได้ดีไซน์ฟอร์มที่สวยกว่าแบบลากวาง ฟอร์มไม่ควรถามข้อมูลเยอะเกินจำเป็น ชื่อ เบอร์โทร อีเมล และข้อความสั้น ๆ พอ ยิ่งฟอร์มยาวยิ่งมีคนกรอกน้อยลง ส่วนแผนที่ใช้ Google Maps แบบ embed ธรรมดาก็พอ ไม่จำเป็นต้องใช้ปลั๊กอินแผนที่แยก

ความต่างหลัก ๆ ของสองตัวนี้คือ Contact Form 7 เบากว่า ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องเขียน shortcode เองและดีไซน์ฟอร์มเริ่มต้นค่อนข้างพื้น ๆ ส่วน WPForms มีตัวสร้างฟอร์มแบบลากวางพร้อมเทมเพลตสำเร็จให้เลือก และมีระบบกันสแปมในตัว แต่ฟีเจอร์ขั้นสูงอย่างการซ่อน/แสดงฟิลด์ตามเงื่อนไข หรือเชื่อมต่อระบบ CRM ต้องใช้เวอร์ชันเสียเงิน สำหรับเว็บบริษัทที่มีแค่ฟอร์มติดต่อเดียว Contact Form 7 เพียงพอ แต่ถ้ามีหลายฟอร์มและอยากได้ดีไซน์ที่ปรับแต่งง่ายกว่า WPForms คุ้มกว่าในระยะยาว

Section ที่ควรมี:

  • ข้อมูลติดต่อ เบอร์โทร อีเมล เวลาทำการ
  • ฟอร์มติดต่อ สั้น กรอกง่าย
  • แผนที่
  • ลิงก์โซเชียล

บทความ/ข่าวสาร (Blog)

นี่คือจุดที่ WordPress ได้เปรียบแพลตฟอร์มอื่นชัดเจน เพราะระบบ Post เป็นฟีเจอร์หลักตั้งแต่แรก ไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่ม ใส่หมวดหมู่ (Category) และแท็กให้เป็นระบบตั้งแต่เริ่ม จะได้ไม่ต้องมานั่งจัดใหม่ทีหลังตอนบทความเยอะขึ้น ถ้าจะทำ SEO ให้จริงจัง ต้องวาง โครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure) ให้ดีตั้งแต่ต้นด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้หมวดหมู่รกไปเรื่อย ๆ

Section ที่ควรมี:

  • รายการบทความล่าสุด
  • หมวดหมู่/แท็ก
  • ช่องค้นหา
  • Sidebar บทความที่เกี่ยวข้อง

หน้าที่มักถูกลืม แต่ WordPress มีเครื่องมือให้ฟรี

สองหน้านี้ไม่มีใครถามหา แต่ขาดไม่ได้จริง ๆ

  • นโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) WordPress มีตัวช่วยสร้างในตัวอยู่แล้วที่เมนู Settings มากกว่า Privacy กดสร้างหน้าและเติมเนื้อหาตามแบบร่างที่ระบบเตรียมไว้ได้เลย ไม่ต้องเขียนเองจากศูนย์ ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที แต่หลายเว็บกลับไม่เคยตั้งค่าส่วนนี้เลย
  • Sitemap ถ้าติดตั้งปลั๊กอิน SEO อย่าง Rank Math ไว้ ระบบจะสร้าง sitemap ให้อัตโนมัติ สิ่งที่ต้องทำต่อคือเอาไปส่งให้ Google Search Console รู้จักเว็บ ไม่งั้นต่อให้มีหน้าครบ Google ก็อาจยังไม่เห็นบางหน้า

ตารางสรุป: ธุรกิจขนาดไหนควรมีหน้าอะไรบ้าง

งบและขนาดธุรกิจที่ต่างกันไม่จำเป็นต้องมีหน้าเว็บครบเหมือนกันทั้งหมดตั้งแต่วันแรก ตารางนี้แบ่งตามระดับความพร้อมเพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าควรเริ่มจากตรงไหนก่อน

ระดับหน้าที่ควรมีเหมาะกับ
เริ่มต้นหน้าแรก, เกี่ยวกับเรา, บริการ, ติดต่อเราธุรกิจเปิดใหม่ งบจำกัด ต้องการแค่ที่ยืนยันตัวตนออนไลน์
มาตรฐานเพิ่มหน้าผลงาน, บทความ, Privacy Policyธุรกิจที่เริ่มมีลูกค้าประจำ ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือและผลลัพธ์ SEO ระยะยาว
เต็มรูปแบบแยกหน้าบริการย่อยตามหมวด, หน้า FAQ, หน้ารีวิวลูกค้าธุรกิจที่มีหลายบริการ ทีมขายต้องการให้เว็บช่วยตอบคำถามลูกค้าแทนได้

เรื่องเทคนิคที่มองไม่เห็น แต่สำคัญพอ ๆ กับหน้าเว็บ

เว็บไซต์บริษัทปี 2026 ไม่ได้วัดกันแค่ว่าหน้าครบไหม แต่ Google และผู้ใช้ดูเรื่องพื้นฐานพวกนี้ด้วย

  • SSL (HTTPS) โฮสต์ WordPress ส่วนใหญ่ในไทยติดตั้งให้ฟรีอยู่แล้ว เช็กแค่ว่า URL ขึ้น https:// จริง
  • ธีม Responsive ธีมฟรีอย่าง Hello Elementor หรือ Astra รองรับมือถืออยู่แล้ว แต่ต้องเข้าไปเช็กบนมือถือจริงหลังทำเสร็จทุกครั้ง เพราะ Page Builder บางทีจัดวางบนคอมสวยแต่มือถือเพี้ยน
  • ความเร็วเว็บ ยิ่งใส่รูปสวย ๆ เต็มหน้าแรกเยอะเท่าไหร่ เว็บยิ่งโหลดช้า ควรเช็กด้วย Page Speed Insight หลังทำเว็บเสร็จทุกครั้ง

สิ่งที่เจอบ่อยจากงานทำเว็บบริษัทที่ผ่านมา

จากที่ผมทำเว็บไซต์บริษัทด้วย WordPress มาหลายสิบเว็บ ปัญหาที่เจอซ้ำ ๆ ไม่ใช่เรื่องเทคนิคยาก ๆ แต่เป็นเรื่องพื้นฐานที่หลุดไปได้ง่าย ๆ นี่แหละ

  • หน้าบริการเขียนกว้างเกินไป อ่านแล้วไม่รู้ว่าจริง ๆ ทำอะไรให้บ้าง ลูกค้าเลยต้องโทรถามเองทุกครั้ง ทั้งที่ควรตอบในหน้าเว็บได้เลย
  • ลืมอัปเดตข้อมูลติดต่อ เปลี่ยนเบอร์หรือย้ายที่อยู่บริษัทแล้วไม่ได้แก้ในเว็บ ลูกค้าโทรไปเบอร์เก่า
  • ไม่มีใครดูแลต่อหลังเว็บเสร็จ ปล่อยปลั๊กอินและ WordPress ค้างเวอร์ชันเก่าเป็นปี ๆ ความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยก็สูงขึ้นตามไปด้วย
  • ใช้รูปสต็อกแทนรูปจริงทั้งเว็บ ทำให้เว็บดูเหมือนเทมเพลตสำเร็จรูป ลูกค้าแยกไม่ออกว่าเป็นบริษัทจริงที่มีตัวตนหรือไม่
  • ไม่มีปุ่ม Call-to-Action ที่ชัดเจน คนอ่านจบแล้วไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ ทั้งที่จริง ๆ แค่ใส่ปุ่ม “ติดต่อเรา” หรือ “ขอใบเสนอราคา” ให้เห็นชัดในทุกหน้าก็ช่วยได้มาก

คำถามที่พบบ่อย

เว็บไซต์บริษัทเล็ก ๆ จำเป็นต้องมีครบทุกหน้าไหม

ไม่จำเป็นต้องครบตั้งแต่วันแรก เริ่มจากหน้าแรก เกี่ยวกับเรา บริการ และติดต่อเราก่อนได้ ส่วนหน้าผลงานกับบล็อกค่อยเพิ่มทีหลังเมื่อมีเนื้อหาพร้อมจริง ๆ

ใช้ธีมฟรีของ WordPress ทำเว็บบริษัทได้ไหม

ได้ ธีมฟรีอย่าง Hello Elementor เพียงพอสำหรับเว็บบริษัททั่วไป สิ่งที่กำหนดหน้าตาจริง ๆ คือ Page Builder และการจัดวางเนื้อหา มากกว่าตัวธีมเอง

ต้องมีปลั๊กอินกี่ตัวถึงจะพอ

ปลั๊กอินหลักที่ควรมีคือ ปลั๊กอิน SEO (เช่น Rank Math), ปลั๊กอินฟอร์มติดต่อ, ปลั๊กอินแคช/เร่งความเร็ว และปลั๊กอินความปลอดภัย ยิ่งลงเยอะเกินจำเป็นยิ่งเสี่ยงเว็บช้าและชนกันเอง

ทำเว็บบริษัทด้วย WordPress เองได้ไหม ไม่จ้างใคร

ทำเองได้ถ้ามีเวลาศึกษา แต่ถ้าต้องการเว็บที่วางโครงสร้างถูกต้องตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องหน้าเว็บ SEO และความเร็ว การเริ่มจากคู่มือสร้างเว็บ WordPress ด้วยตัวเองก็ช่วยลดเวลาไปได้เยอะ

ถ้าอยากได้เว็บไซต์บริษัทที่วางหน้าเว็บ โครงสร้าง และ SEO มาให้ตั้งแต่ต้นโดยไม่ต้องมาไล่แก้เองทีหลัง ดูบริการรับทำเว็บไซต์ WordPress ของเรา eHowMe ได้ ปรึกษาก่อนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สอนวิธีใช้ Google Analytics อ่านรายงาน GA4 แบบละเอียด

พาไล่ทีละเมนูใน Google Analytics 4 ตั้งแต่ Realtime, Acquisition, Engagement ไปจนถึงตั้งค่า Key events และ Explore แบบที่ทีม eHowMe ใช้จริง

Google Analytics คืออะไร เครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์ฟรีจาก Google สำหรับติดตามคนเข้าชมเว็บไซต์

Google Analytics คือเครื่องมือฟรีจาก Google สำหรับวิเคราะห์คนเข้าเว็บไซต์ พร้อมวิธีติดตั้งบน WordPress ผ่าน Site Kit by Google แบบละเอียด

รูปปกบทความ Google Search Console คืออะไร

เพิ่งเปิดเว็บใหม่แต่ไม่รู้ว่า Google เห็นเว็บเราหรือยัง? Google Search Console คือเครื่องมือฟรีที่ตอบคำถามนี้ได้ บทความนี้พาไปทำความรู้จักการใช้งาน พร้อมวิธีติดตั้งบน WordPress แบบไม่ต้องยุ่งกับ DNS

รูปปกอักษรล่องหน อักษรพิเศษเว้นวรรค

รวมอักษรล่องหน อักษรพิเศษเว้นวรรค 12 แบบ กดคัดลอกได้ทันที ใช้ตั้งชื่อเกม RoV Free Fire PUBG ส่งข้อความว่างใน LINE WhatsApp หรือข้ามฟอร์มออนไลน์

เบอร์โทร Facebook @ehowme