← บทความทั้งหมด SEO

สมัคร Google Business Profile ฟรี ทำยังไง? ทีละขั้นตอน ตั้งแต่สมัครจนยืนยันผ่าน

วิธีสมัคร Google Business Profile ฟรี ตั้งแต่เช็กว่าธุรกิจเข้าเกณฑ์ไหม กรอกข้อมูล ยืนยันธุรกิจแต่ละวิธี ไปจนถึงขอรีวิวแบบไม่ผิดกฎ

AngkuL Oatwanit อัปเดตล่าสุด 16 ตุลาคม 2026
ภาพปกบทความวิธีสมัคร Google Business Profile ฟรี พร้อมโลโก้ Google Business Profile การ์ดร้านค้า หมุดแผนที่ รีวิว และเวลาทำการ

Google Business Profile คือโปรไฟล์ธุรกิจฟรีของ Google ที่ทำให้ร้านหรือบริษัทขึ้นบน Google Search และ Google Maps พร้อมเบอร์โทร เวลาเปิดปิด รีวิว และปุ่มนำทาง สมัครได้ที่ business.google.com/add ด้วยบัญชี Google กรอกข้อมูลธุรกิจ แล้วยืนยันตัวตนตามวิธีที่ Google เสนอให้ ใช้เวลาตรวจสอบโดยทั่วไปไม่เกิน 5 วันทำการ

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

ฟังดูง่าย และส่วนใหญ่ก็ง่ายจริง แต่จุดที่ทำให้หลายคนติดอยู่หลายสัปดาห์มักไม่ใช่ตอนกรอกฟอร์ม เป็นตอนยืนยันธุรกิจ กับตอนที่ใส่ข้อมูลผิดกฎแล้วโปรไฟล์โดนระงับ บทความนี้ผมเลยไล่ตั้งแต่เช็กว่าธุรกิจเข้าเกณฑ์ไหม ขั้นตอนสมัคร วิธียืนยันแต่ละแบบ ไปจนถึงสิ่งที่ควรทำต่อหลังโปรไฟล์ขึ้นแล้ว

Google Business Profile คืออะไร ต่างจาก Google My Business ไหม

เป็นตัวเดียวกันครับ Google My Business คือชื่อเดิมของบริการนี้ ปัจจุบัน Google ใช้ชื่อ Google Business Profile ใครที่ยังค้นด้วยชื่อเดิมก็จะเจอบริการเดียวกัน

สิ่งที่ได้คือ “การ์ดธุรกิจ” ที่โผล่ด้านขวาของผลค้นหาบนคอมพิวเตอร์ หรือด้านบนในมือถือ เวลามีคนค้นชื่อร้านเรา และหมุดบน Google Maps เวลามีคนค้นแบบ “ร้านกาแฟใกล้ฉัน” หรือ “ร้านซ่อมแอร์ บางนา” ข้อมูลในการ์ดนี้ เจ้าของธุรกิจแก้เองได้หลังยืนยันตัวตนแล้ว

เรื่องค่าใช้จ่าย หน้า Google Business Profile ภาษาไทย ของ Google เขียนไว้ชัดว่าการสร้างโปรไฟล์และแสดงธุรกิจบน Google ไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้ามีใครโทรมาเสนอ “ค่าลงทะเบียน Google Maps” หรือขอรหัสยืนยันจากเรา ให้ระวังไว้ก่อน

ฟีเจอร์หลักที่ใช้ได้ในโปรไฟล์มีประมาณนี้

  • ข้อมูลพื้นฐาน: ชื่อ ที่อยู่หรือพื้นที่ให้บริการ เบอร์โทร เว็บไซต์ เวลาเปิดปิด
  • รีวิวและการตอบรีวิว
  • รูปภาพและวิดีโอ
  • โพสต์อัปเดต โปรโมชัน และกิจกรรม
  • รายการสินค้าและบริการ
  • การจองหรือสั่งซื้อผ่านพาร์ตเนอร์ (ขึ้นกับประเภทธุรกิจ)
  • รายงาน Performance ว่ามีคนเห็น โทร ขอเส้นทาง หรือคลิกเข้าเว็บกี่ครั้ง

ธุรกิจแบบไหนสมัครได้ แบบไหนควรคิดก่อน

ข้อนี้คนข้ามกันเยอะ ตาม หลักเกณฑ์การแสดงธุรกิจบน Google ธุรกิจที่มีโปรไฟล์ได้ต้องมีการพบลูกค้าตัวจริงในช่วงเวลาทำการ จะเป็นลูกค้ามาหาเราที่หน้าร้าน หรือเราเดินทางไปหาลูกค้าก็ได้ ส่วนธุรกิจออนไลน์ล้วนที่ไม่เคยเจอลูกค้าเลย ไม่เข้าเกณฑ์

ลักษณะธุรกิจสมัครได้ไหมต้องระวังอะไร
มีหน้าร้าน ลูกค้าเดินเข้ามาได้ (ร้านอาหาร คลินิก ร้านค้า)ได้ต้องมีป้ายชื่อและคนอยู่ตามเวลาที่ระบุ
บริการนอกสถานที่ (ช่างแอร์ ทำความสะอาด รับจัดสวน)ได้ ตั้งเป็นธุรกิจแบบพื้นที่ให้บริการถ้าไม่ได้รับลูกค้าที่บ้าน ให้ซ่อนที่อยู่ แล้วกำหนดพื้นที่ให้บริการแทน
ทำงานในโคเวิร์กกิ้งสเปซได้บางกรณีต้องมีป้ายชัด มีพนักงานอยู่ และรับลูกค้าที่นั่นจริงในเวลาทำการ
ใช้ Virtual Office หรือตู้ ปณ.ไม่ได้Google ไม่รับที่อยู่ประเภทนี้
ขายออนไลน์อย่างเดียว ไม่เคยเจอลูกค้าไม่เข้าเกณฑ์ใช้เว็บไซต์ โซเชียล และ SEO แทน
สรุปจากหลักเกณฑ์การแสดงธุรกิจบน Google

อีกข้อคือ หนึ่งธุรกิจต่อหนึ่งโปรไฟล์ต่อหนึ่งสาขา การเปิดโปรไฟล์ซ้ำเพื่อหวังให้ขึ้นหลายหมุด มักจบที่โดนรวมหรือโดนระงับ

เตรียมอะไรไว้ก่อนกดสมัคร

เตรียมข้อมูลให้ครบก่อนจะช่วยได้มาก เพราะถ้าแก้ชื่อ ที่อยู่ หรือหมวดหมู่ระหว่างรอยืนยัน บางวิธีต้องเริ่มใหม่

  1. บัญชี Google ที่จะใช้เป็นเจ้าของโปรไฟล์ ผมแนะนำให้ใช้บัญชีของธุรกิจเอง ไม่ใช่บัญชีส่วนตัวของพนักงานหรือของฟรีแลนซ์ที่รับทำให้ จะได้ไม่มีปัญหาวันที่คนนั้นลาออกหรือติดต่อไม่ได้
  2. ชื่อธุรกิจตามจริง แบบที่อยู่บนป้ายร้าน นามบัตร หรือเอกสาร
  3. ที่อยู่ที่ระบุได้แม่นยำ หรือรายชื่อพื้นที่ที่ออกไปให้บริการ
  4. เบอร์โทรที่รับสายได้จริง ควรเป็นเบอร์ของสาขานั้น และไม่ใช่ระบบตอบรับอัตโนมัติ เพราะ Google อาจโทรส่งรหัสยืนยันมาที่เบอร์นี้
  5. หมวดหมู่ธุรกิจ คิดไว้ก่อนว่าธุรกิจเรา “เป็น” อะไร เช่น ร้านกาแฟ คลินิกทันตกรรม บริษัทรับทำเว็บไซต์
  6. เวลาทำการ และวันหยุดพิเศษถ้ามี
  7. เว็บไซต์ ถ้ามี (ไม่มีก็สมัครได้)
  8. รูปหน้าร้าน ป้ายชื่อ และภายในร้าน เผื่อต้องใช้ตอนยืนยันด้วยวิดีโอ

วิธีสมัคร Google Business Profile ทีละขั้น

ก่อนสมัครใหม่ ลองค้นชื่อร้านตัวเองใน Google Maps ดูก่อน เพราะบางทีลูกค้าหรือ Google เพิ่มหมุดร้านเราไว้แล้ว ถ้าเจอให้ข้ามไปหัวข้อ “ร้านมีหมุดบน Maps อยู่แล้ว” ด้านล่าง ไม่ต้องสร้างใหม่ซ้ำ

กรณียังไม่มีธุรกิจบน Google

  1. เข้า business.google.com/add แล้วล็อกอินด้วยบัญชี Google ที่เตรียมไว้
  2. พิมพ์ชื่อธุรกิจ ระบบจะเช็กว่ามีชื่อนี้อยู่แล้วหรือยัง ถ้าไม่มี กดสร้างธุรกิจใหม่
  3. เลือกหมวดหมู่หลักให้เจาะจงที่สุด
  4. ตอบว่ามีสถานที่ให้ลูกค้ามาหาไหม ถ้ามีให้ใส่ที่อยู่และปักหมุดให้ตรงตำแหน่งจริง ถ้าไม่มีให้กำหนดพื้นที่ให้บริการ
  5. ใส่เบอร์โทรและเว็บไซต์
  6. เลือกวิธียืนยันธุรกิจที่ระบบเสนอให้ แล้วทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ
  7. ระหว่างรอผลยืนยัน เติมเวลาทำการ รูปภาพ และคำอธิบายธุรกิจได้เลย

หน้าตาฟอร์มอาจเปลี่ยนไปบ้างตามช่วงเวลาและประเทศ แต่ข้อมูลที่ถามจะวนอยู่กับชุดเดิมด้านบน ถ้าเตรียมไว้ครบ ส่วนกรอกฟอร์มใช้เวลาไม่นาน

ร้านมีหมุดบน Maps อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีเจ้าของ

เปิด Google Maps ค้นชื่อร้าน กดเลือกร้าน แล้วหาปุ่ม “อ้างสิทธิ์ธุรกิจนี้” (Claim this business) จากนั้นกด “จัดการเลย” แล้วเลือกวิธียืนยัน ในแอปมือถือปุ่มนี้มักอยู่ในแท็บ “เกี่ยวกับ” ส่วนบน Google Search จะเห็นเป็นลิงก์ “เป็นเจ้าของธุรกิจนี้ใช่ไหม”

ถ้ามีคนอื่นถือสิทธิ์อยู่ก่อน

เคสนี้เจอได้บ่อยกับธุรกิจที่เคยจ้างคนอื่นทำโปรไฟล์ไว้ หรือพนักงานเก่าสร้างด้วยบัญชีส่วนตัว ถ้าโปรไฟล์ยืนยันแล้วโดยบัญชีอื่น ให้กดขอสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ (Request access) ระบบจะส่งคำขอไปหาเจ้าของปัจจุบัน ถ้าติดต่อคนนั้นได้ ทางที่เร็วที่สุดคือขอให้เขาเพิ่มบัญชีเราเป็นเจ้าของแล้วโอนสิทธิ์ให้

ยืนยันธุรกิจ ด่านที่หลายคนติดนานที่สุด

สิ่งแรกที่ควรรู้คือ เราเลือกวิธียืนยันเองไม่ได้ ตามหน้า วิธียืนยันธุรกิจของ Google ระบบจะเสนอวิธีให้เองตามประเภทธุรกิจ ข้อมูลสาธารณะ ภูมิภาค และเวลาทำการ บางธุรกิจอาจต้องยืนยันมากกว่าหนึ่งวิธี

วิธียืนยันทำยังไงข้อควรรู้
บันทึกวิดีโอถ่ายวิดีโอต่อเนื่องให้เห็นป้ายหรือที่ตั้ง อุปกรณ์ที่ใช้ทำงาน และหลักฐานว่าเราเป็นคนดูแลธุรกิจGoogle แนะนำให้ใช้วิธีนี้ถ้าธุรกิจเข้าเกณฑ์
โทรศัพท์ หรือ SMSรับรหัสทางเบอร์ของธุรกิจระบบตอบรับอัตโนมัติ (IVR) รับรหัสไม่ได้
อีเมลรับรหัสหรือลิงก์ทางอีเมลต้องเข้าอีเมลนั้นได้ตอนยืนยัน
วิดีโอคอลสดคุยกับเจ้าหน้าที่ Google และพาดูสถานที่ทำได้เฉพาะในเวลาทำการ และไม่ใช่ทุกธุรกิจ
ไปรษณียบัตรGoogle ส่งรหัสทางไปรษณีย์ส่วนใหญ่ได้รับภายใน 14 วัน รหัสหมดอายุใน 30 วัน
วิธียืนยันที่ Google อาจเสนอให้ (ขึ้นกับแต่ละธุรกิจ)

หลังส่งหลักฐานแล้ว Google ใช้เวลาตรวจสอบได้ถึง 5 วันทำการ บางกรณีนานกว่านั้น ระหว่างนี้อย่าเพิ่งแก้ชื่อ ที่อยู่ หรือหมวดหมู่ โดยเฉพาะถ้ารอไปรษณียบัตร เพราะการแก้ข้อมูลหรือกดขอรหัสใหม่ จะทำให้รหัสที่กำลังส่งมาใช้ไม่ได้

Google ไม่เคยขอรหัสยืนยันจากเรา และไม่ควรส่งรหัสนี้ให้ใคร แม้แต่คนที่ช่วยดูแลโปรไฟล์ให้ก็ตาม

ทริกถ่ายวิดีโอยืนยันให้ผ่านรอบเดียว

วิดีโอยืนยันเป็นวิธีที่หลายธุรกิจได้รับเสนอ และเป็นจุดที่ตีกลับบ่อย เงื่อนไขในหน้าช่วยเหลือของ Google สรุปได้ประมาณนี้

ภาพสิ่งที่ต้องถ่ายในวิดีโอยืนยันธุรกิจ ได้แก่ ตำแหน่ง หน้าร้านและป้ายชื่อ และหลักฐานว่าเป็นผู้ดูแลธุรกิจ
สิ่งที่วิดีโอยืนยันควรมี: ตำแหน่ง ธุรกิจมีอยู่จริง และหลักฐานว่าเราเป็นคนดูแล
  • ถ่ายสดจากมือถือผ่านหน้าโปรไฟล์ เป็นคลิปเดียวต่อเนื่อง ไม่ตัดต่อ ยาวอย่างน้อย 30 วินาที อัดไว้ก่อนแล้วค่อยอัปโหลดไม่ได้
  • ให้เห็นตำแหน่ง เช่น ป้ายชื่อถนน เลขที่อาคาร ร้านข้างเคียง หรือจุดสังเกตแถวนั้น
  • ให้เห็นว่าธุรกิจมีอยู่จริง เช่น หน้าร้าน โชว์รูม หรือป้ายชื่อที่ติดถาวรและตรงกับชื่อในโปรไฟล์
  • ให้เห็นว่าเราเป็นคนดูแล เช่น เครื่องคิดเงิน ครัว ห้องเก็บของ หรือพื้นที่ที่เฉพาะพนักงานเข้าได้
  • ธุรกิจบริการนอกสถานที่ ถ่ายเครื่องมือ รถที่มีโลโก้ นามบัตร ชุดยูนิฟอร์ม หรือเอกสารอย่างใบแจ้งหนี้และบิลค่าน้ำค่าไฟที่มีชื่อตรงกับโปรไฟล์แทนได้
  • อย่าให้ติดเลขบัญชี เลขบัตรประชาชน ข้อมูลส่วนตัว หรือหน้าคนอื่น

ถ้าปุ่ม “ยืนยัน” กลับมาให้กดอีกครั้ง แปลว่ายังยืนยันไม่ผ่าน ลองใหม่หรือเลือกวิธีอื่นที่ระบบเสนอ

มีเว็บไซต์อยู่แล้ว อาจยืนยันได้ทันที

Google ระบุว่าการยืนยันอาจเกิดขึ้นทันที ถ้าเว็บไซต์ของธุรกิจยืนยันความเป็นเจ้าของไว้กับ Google Search Console แล้ว ใครยังไม่ได้ติดตั้ง ดูวิธีได้ที่บทความ Google Search Console คืออะไร ติดไว้ครั้งเดียวได้ใช้ทั้งเรื่องนี้และดูข้อมูล SEO ของเว็บไปด้วย ไม่ได้การันตีว่าจะยืนยันทันทีทุกครั้ง แต่ไม่เสียอะไรถ้าทำไว้ก่อน

โปรไฟล์ขึ้นแล้ว ทำอะไรต่อให้คนเจอมากขึ้น

ยืนยันผ่านแล้วงานยังไม่จบ โปรไฟล์ที่มีแค่ชื่อกับหมุดมักแพ้ร้านข้างๆ ที่กรอกข้อมูลครบ ตามคำอธิบายเรื่อง การจัดอันดับในพื้นที่ของ Google ผลค้นหาท้องถิ่นวัดจาก 3 อย่างหลัก

  • ความเกี่ยวข้อง (Relevance) ข้อมูลในโปรไฟล์ตรงกับสิ่งที่คนค้นแค่ไหน
  • ระยะทาง (Distance) ธุรกิจอยู่ห่างจากคนค้นหรือพื้นที่ที่ค้นแค่ไหน
  • ความโดดเด่น (Prominence) ธุรกิจเป็นที่รู้จักแค่ไหน ดูจากลิงก์จากเว็บอื่น จำนวนรีวิว และคะแนนรีวิว
ภาพอธิบายปัจจัยจัดอันดับธุรกิจท้องถิ่นบน Google 3 อย่าง ได้แก่ ความเกี่ยวข้อง ระยะทาง และความโดดเด่น
3 ปัจจัยที่ Google ใช้จัดอันดับผลค้นหาท้องถิ่น

Google บอกตรงๆ ว่าไม่มีทางขอหรือจ่ายเงินเพื่อให้อันดับในพื้นที่ดีขึ้น สิ่งที่ทำได้คือทำข้อมูลให้ครบ ถูกต้อง และมีคนพูดถึงธุรกิจเราจริงๆ

ระยะทางเราคุมไม่ได้ อีกสองข้อคุมได้ ซึ่งก็คืองานหลักของ Local SEO ทั้งหมด สิ่งที่ผมจะทำหลังยืนยันเสร็จมีประมาณนี้

หมวดหมู่ เลือกน้อยแต่ตรง

หมวดหลักควรบอกว่าธุรกิจ “เป็น” อะไร ไม่ใช่ “มี” อะไร เช่น ร้านอาหารที่มีที่จอดรถ ไม่ต้องเลือกหมวดลานจอดรถ หมวดรองใส่เท่าที่ตรงจริง Google แนะนำให้ใช้หมวดหมู่น้อยที่สุดและเจาะจงที่สุด

เวลาทำการกับวันหยุดพิเศษ

ลูกค้าเดินไปเจอร้านปิดทั้งที่ Google บอกว่าเปิด เป็นที่มาของรีวิวหนึ่งดาวแบบง่ายที่สุด ช่วงสงกรานต์ ปีใหม่ หรือวันหยุดยาว ตั้งเวลาพิเศษไว้ล่วงหน้า ส่วนธุรกิจตามฤดูกาลให้ตั้งเป็นปิดชั่วคราวช่วงไม่เปิด

รูปภาพ สินค้า บริการ และโพสต์

ใส่รูปหน้าร้านที่เห็นป้ายชัด รูปภายใน รูปสินค้าหรือผลงานจริง ส่วนรายการบริการ ให้เขียนเป็นภาษาที่ลูกค้าใช้ค้นจริง เช่น “ล้างแอร์” แทน “บริการบำรุงรักษาระบบปรับอากาศ” ตรงนี้ใช้หลักคิดเดียวกับ การทำ SEO บนเว็บไซต์ คือพูดภาษาเดียวกับคนค้น

โพสต์อัปเดตใช้แจ้งโปรโมชัน กิจกรรม หรือของใหม่ได้ ผมมองว่าไม่ต้องโพสต์ทุกวัน แต่การมีอะไรใหม่ๆ บ้างช่วยให้คนที่เปิดโปรไฟล์เห็นว่าร้านยังเปิดและมีคนดูแลอยู่

ขอรีวิวได้ แต่มีเส้นที่ห้ามข้าม

รีวิวเป็นส่วนหนึ่งของความโดดเด่นตามที่ Google บอก การขอให้ลูกค้าที่ใช้บริการจริงช่วยรีวิวทำได้ปกติ จะส่งลิงก์รีวิวทาง LINE ทำ QR วางหน้าเคาน์เตอร์ หรือแนบในใบเสร็จก็ได้ แต่ นโยบายเนื้อหาของ Google Maps ห้ามหลายอย่างที่ธุรกิจไทยทำกันบ่อย

  • ให้ส่วนลด ของแถม หรือเงิน แลกกับการรีวิว แลกกับการแก้รีวิว หรือแลกกับการลบรีวิวไม่ดี
  • เลือกขอรีวิวเฉพาะลูกค้าที่น่าจะให้คะแนนดี หรือห้ามลูกค้ารีวิวไม่ดี
  • ให้พนักงานหรืออดีตพนักงานรีวิวร้านตัวเอง
  • ตั้งเป้าให้พนักงานต้องหารีวิวให้ได้กี่รีวิว หรือต้องเขียนถึงชื่อพนักงาน

โปร “รีวิว 5 ดาวรับฟรีเครื่องดื่ม 1 แก้ว” ที่เห็นตามร้านทั่วไป เข้าข่ายข้อแรกตรงๆ ความเสี่ยงคือรีวิวโดนลบ และถ้าหนักอาจโดนจำกัดการใช้งานโปรไฟล์

ส่วนการตอบรีวิว Google แนะนำให้ตอบเพื่อแสดงว่าเราใส่ใจความเห็นลูกค้า รีวิวไม่ดีก็ตอบได้ ผมว่าอย่าตอบตอนกำลังโมโห ให้ขอบคุณ ยอมรับส่วนที่พลาดจริง แล้วบอกว่าจะแก้ยังไง คนที่อ่านรีวิวทีหลังมักดูคำตอบของร้านมากพอๆ กับตัวรีวิว

ผูกโปรไฟล์เข้ากับเว็บไซต์ให้เป็นเรื่องเดียวกัน

Google Business Profile ไม่ได้มาแทนเว็บไซต์ แต่ทำงานคู่กัน คนที่เจอร้านบน Maps แล้วอยากรู้รายละเอียดมากกว่านั้น จะกดปุ่มเว็บไซต์ต่อ สิ่งที่ควรทำมีไม่กี่ข้อ

  1. ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ต้องตรงกันทุกที่ ทั้งในโปรไฟล์ หน้าเว็บ และโซเชียล ข้อมูลที่ขัดกันทำให้ทั้งลูกค้าและ Google สับสน ใครกำลังทำเว็บใหม่ ดูได้ว่า เว็บไซต์บริษัทควรมีหน้าอะไรบ้าง โดยเฉพาะหน้าติดต่อเราที่ควรมีข้อมูลชุดเดียวกับโปรไฟล์
  2. ลิงก์ไปหน้าที่ตรงกับสาขานั้น ถ้ามีหลายสาขา ลิงก์แต่ละโปรไฟล์ไปหน้าสาขาของตัวเอง ไม่ใช่หน้าแรกทั้งหมด และลิงก์ต้องไม่ redirect ไปที่อื่น
  3. ใช้เว็บที่มีโดเมนของตัวเอง ลิงก์ที่เป็น โดเมนของธุรกิจ ดูน่าเชื่อถือกว่าลิงก์เพจโซเชียล และเราคุมได้เองในระยะยาว
  4. ติด UTM ที่ลิงก์เว็บไซต์ในโปรไฟล์ เช่น ?utm_source=google&utm_medium=organic&utm_campaign=gbp เพื่อแยกคนที่มาจากโปรไฟล์ออกจาก Google Search ปกติ แล้วไปดูต่อใน รายงาน Google Analytics

เรื่องที่ทำให้โปรไฟล์โดนระงับแบบไม่ทันตั้งตัว

โปรไฟล์ที่โดนระงับส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจโกง แค่ไม่รู้กฎ จุดที่เห็นบ่อยคือ

  • ยัดคีย์เวิร์ดในชื่อร้าน เช่น “ร้านสวยใส คลินิกเสริมความงาม โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ราคาถูก บางนา” ชื่อต้องเป็นชื่อจริงตามป้าย ห้ามใส่สโลแกน เบอร์โทร เวลาเปิด หรือรายละเอียดบริการ
  • ใช้ที่อยู่ที่ไม่ได้มีคนอยู่จริง เช่น Virtual Office หรือที่อยู่รับพัสดุ
  • สร้างโปรไฟล์ซ้ำ ของธุรกิจเดียวกันในที่อยู่เดียวกัน
  • ใช้เบอร์คอลเซ็นเตอร์กลาง แทนเบอร์ของสาขา หรือเบอร์ที่ธุรกิจไม่ได้คุมเอง
  • เปลี่ยนชื่อหรือย้ายที่อยู่หลังยืนยันแล้ว ตามหน้า วิธีแก้ไขข้อมูลโปรไฟล์ของ Google ทุกการแก้ไขจะถูกตรวจก่อนขึ้นจริง ถ้าเปลี่ยนชื่ออาจต้องยืนยันธุรกิจใหม่ และถ้าย้ายที่อยู่ต้องยืนยันใหม่ทุกครั้ง

ชื่อร้านที่ยาวด้วยคีย์เวิร์ดอาจดูได้ผลในช่วงแรก แต่ถ้าโดนระงับ รีวิวทั้งหมดที่สะสมมาก็หายไปจากหน้าค้นหาด้วย คุ้มไม่คุ้มลองชั่งดู

ถ้าโดนระงับแล้ว ให้แก้ข้อมูลให้ตรงตามหลักเกณฑ์ก่อน แล้วยื่นผ่าน เครื่องมืออุทธรณ์ของ Google Business Profile แนบเอกสารอย่างหนังสือจดทะเบียนธุรกิจ ใบอนุญาตประกอบกิจการ เอกสารภาษี หรือบิลค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ที่ชื่อและที่อยู่ตรงกับในโปรไฟล์ Google ใช้เวลาพิจารณาได้ถึง 5 วันทำการ และเรื่องเดียวกันยื่นอุทธรณ์ได้ครั้งเดียว อย่ายื่นซ้ำระหว่างรอผล

ดูผลจากรายงาน Performance

หลังโปรไฟล์ยืนยันแล้ว ในหน้าจัดการจะมีรายงาน Performance บอกว่ามีคนเห็นโปรไฟล์บน Search และ Maps กี่คน ค้นด้วยคำอะไร กดโทร ขอเส้นทาง คลิกเว็บไซต์ ส่งข้อความ หรือจองกี่ครั้ง ตัวเลขที่แสดงจะขึ้นกับฟีเจอร์ที่ธุรกิจเปิดใช้ ข้อมูลคำค้นอัปเดตต้นเดือน และอาจใช้เวลาถึง 5 วันกว่าจะขึ้น

ยกตัวอย่างจากร้าน E.Farang nail ร้านทำเล็บของเพื่อน ที่ผมทำ Local SEO ให้ที่พะเยา ช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคม 2026 มีคนเห็นโปรไฟล์ 3,177 คน และโปรไฟล์ขึ้นในผลค้นหา 502 ครั้ง เกือบทั้งหมดมาจากมือถือ คือ Google Search บนมือถือ 61% และ Google Maps บนมือถือ 30% ส่วนบนคอมพิวเตอร์รวมกันไม่ถึง 10%

รายงาน Performance ของ Google Business Profile ร้านทำเล็บในพะเยา แสดงผู้ดูโปรไฟล์ 3,177 คน การค้นหา 502 ครั้ง และคำค้นอันดับต้นอย่างร้านทำเล็บใกล้ฉัน
รายงาน Performance ของร้านทำเล็บในพะเยา ช่วง พ.ค.–ต.ค. 2026

ส่วนที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดคือรายการคำค้น คำที่พาคนมาเจอร้านมากที่สุดคือ “ร้านทำเล็บใกล้ฉัน” 363 ครั้ง ตามด้วย “ร้านทำเล็บพะเยา” 61 ครั้ง สองอันดับแรกไม่มีชื่อร้านอยู่ในคำค้นเลย คนกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งใจหาร้านเรามาก่อน แต่เจอเพราะค้นหาร้านทำเล็บแถวนั้น ตรงกับเรื่องความเกี่ยวข้องและระยะทางที่เล่าไว้ข้างบน

หลังเห็นโปรไฟล์แล้ว มีการโต้ตอบรวม 674 ครั้ง แบ่งเป็นขอเส้นทาง 431 ครั้ง โทร 155 ครั้ง และคลิกเข้าเว็บไซต์ 88 ครั้ง สำหรับร้านที่มีหน้าร้าน การขอเส้นทางคือสัญญาณที่ใกล้กับการเดินเข้าร้านมากที่สุด ที่อยู่และตำแหน่งหมุดจึงต้องแม่นยำจริงๆ

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ รายการคำค้นไม่ได้แสดงทุกโปรไฟล์ ถ้าโปรไฟล์ขึ้นในผลค้นหาน้อย ระบบจะขึ้นแค่ข้อความว่าต้องมีจำนวนการค้นหามากกว่านี้ก่อน ร้านที่เพิ่งเปิดโปรไฟล์จึงอาจยังไม่เห็นคำค้นในช่วงแรก พอคำค้นเริ่มขึ้นแล้ว ให้เอาคำพวกนี้ไปเติมในรายการบริการของโปรไฟล์ และใช้วางแผนเนื้อหาบนเว็บไซต์ต่อได้

คำถามที่เจอบ่อย

สมัคร Google Business Profile เสียเงินไหม

ไม่เสีย Google ระบุว่าการสร้างโปรไฟล์และแสดงธุรกิจบน Google ไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้ามีคนเรียกเก็บค่าลงทะเบียน Google Maps หรือขอรหัสยืนยันจากเรา ให้ระวังว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ

ไม่มีหน้าร้าน สมัคร Google Business Profile ได้ไหม

ได้ ถ้าเราเดินทางไปให้บริการลูกค้าถึงที่ ให้ตั้งเป็นธุรกิจแบบพื้นที่ให้บริการ แล้วซ่อนที่อยู่ไว้ ส่วนธุรกิจออนไลน์ล้วนที่ไม่เคยพบลูกค้าตัวจริงไม่เข้าเกณฑ์ของ Google

ยืนยันธุรกิจใช้เวลากี่วัน

หลังส่งหลักฐานแล้ว Google ใช้เวลาตรวจสอบได้ถึง 5 วันทำการ บางกรณีนานกว่านั้น ถ้ายืนยันด้วยไปรษณียบัตร ส่วนใหญ่ได้รับรหัสภายใน 14 วัน และรหัสหมดอายุใน 30 วัน

เลือกวิธียืนยันธุรกิจเองได้ไหม

ไม่ได้ Google เป็นคนเสนอวิธีให้ตามประเภทธุรกิจ ข้อมูลสาธารณะ ภูมิภาค และเวลาทำการ อาจเป็นวิดีโอ โทรศัพท์ SMS อีเมล วิดีโอคอล หรือไปรษณียบัตร และบางธุรกิจต้องยืนยันมากกว่าหนึ่งวิธี

Google My Business กับ Google Business Profile ต่างกันไหม

ไม่ต่าง เป็นบริการเดียวกัน Google My Business คือชื่อเดิม ปัจจุบันใช้ชื่อ Google Business Profile

ถ้าธุรกิจมีหน้าร้านหรือออกไปให้บริการลูกค้าจริง Google Business Profile เป็นช่องทางฟรีที่คุ้มเวลาที่สุดช่องทางหนึ่ง ใช้เวลาตั้งไม่กี่ชั่วโมง ที่เหลือคือดูแลข้อมูลให้ตรง ตอบรีวิว และอัปเดตเป็นระยะ ทำไปพร้อมกับเว็บไซต์ของธุรกิจ สองอย่างนี้จะช่วยกันพาลูกค้าในพื้นที่มาเจอเรา

เขียนโดย AngkuL Oatwanit

ชอบการเล่าเรื่องและนำเสนอเนื้อหาให้อ่านแล้วรู้สึกสนุก น่าสนใจ และเข้าใจง่าย ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการทำเว็บไซต์ด้วย WordPress และการทำ SEO เลยพอเข้าใจว่าควรจัดวางเนื้อหาแบบไหนให้ทั้งคนอ่านชอบ และค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านบทความทั้งหมด →
@ehowme จ้างงานผ่าน Fastwork เบอร์โทร Facebook