SEO On-Page คือการปรับสิ่งที่อยู่ในหน้าเว็บของเราเอง ได้แก่ title, หัวข้อ, เนื้อหา, URL, ลิงก์ภายใน และรูปภาพ ให้ทั้งคนอ่านและ Google เข้าใจว่าหน้านั้นตอบเรื่องอะไร ต่างจาก SEO Off-Page ที่เป็นสัญญาณจากนอกเว็บ เช่น backlink ส่วนที่เราคุมได้เต็มที่และควรทำก่อนคือ On-Page
บทความนี้ไม่ได้ลิสต์ “10 เทคนิคลับ” แต่ไล่ทีละองค์ประกอบตามเอกสารของ Google พร้อมบอกว่าบน WordPress ต้องไปแก้ตรงไหน ถ้าอยากเห็นภาพรวมทั้งงาน SEO ก่อน เริ่มที่ SEO Roadmap สำหรับมือใหม่ แล้วค่อยกลับมาที่หน้านี้ตอนลงมือแก้ทีละหน้า
On-Page SEO ต้องแก้อะไรบ้าง
ผมแบ่งเป็นองค์ประกอบที่ตรวจได้ในหน้าเดียว เรียงจากที่กระทบมากไปน้อย ตารางนี้ใช้เป็นเช็กลิสต์ตอนเปิดบทความแต่ละหน้าได้เลย
| องค์ประกอบ | ต้องทำอะไร | แก้ที่ไหนใน WordPress |
|---|---|---|
| Title | บอกเนื้อหาตรงๆ สั้นกระชับ ไม่ซ้ำกับหน้าอื่น | Rank Math Snippet Editor |
| Meta description | สรุปว่าหน้านี้ให้อะไร ไม่ใช่ลิสต์คำค้น | Rank Math Snippet Editor |
| Heading (H1-H3) | H1 เดียวที่ชัด H2 แบ่งตามคำถามที่คนอยากรู้ | ตัวแก้ไขบล็อก |
| เนื้อหา | ตอบคำถามหลักตั้งแต่ต้น มีข้อมูลที่หาจากที่อื่นไม่ได้ | ตัวแก้ไขบล็อก |
| URL / slug | คำอธิบายสั้นๆ คั่นด้วยขีดกลาง | ช่อง Permalink |
| ลิงก์ภายใน | ลิงก์ในบริบท ใช้ anchor ที่บอกปลายทาง | ในเนื้อหา |
| รูปภาพ | alt text ชื่อไฟล์สื่อความ ขนาดไม่ใหญ่เกินจำเป็น | Media Library |
Title: ส่วนแรกที่คนเห็นใน Google
Google บอกชัดว่า title link เป็นข้อมูลหลักที่คนใช้ตัดสินใจว่าจะคลิกผลลัพธ์ไหน แนวทางของ Google Search Central เรื่อง Title Link สรุปได้ว่า ให้เขียนข้อความที่อธิบายหน้านั้นและกระชับ หลีกเลี่ยง boilerplate ที่ซ้ำทุกหน้า และอย่ายัดคำค้นซ้ำๆ
ไม่มีขีดจำกัดความยาวของ title ตามเอกสาร Google แต่ผลลัพธ์จะถูกตัดให้พอดีกับความกว้างหน้าจอ ดังนั้นเอาคำสำคัญไว้ต้นประโยค
ที่ eHowMe ผมใช้ตัวนับของ Rank Math เป็นตัวช่วยดูว่าเกินความกว้างหรือยัง (รายละเอียดเรื่องความยาวภาษาไทยผมเขียนไว้ใน คู่มือตั้งค่า Rank Math) แต่ตัวเลขนั้นเป็นแค่แนวทาง ไม่ใช่กฎของ Google
อีกเรื่องที่ Google ระบุคือ ถ้า title ไม่ตรงกับเนื้อหาหรือมีปัญหา เช่น ล้าสมัย Google อาจเลือกข้อความอื่นจาก H1 หรือ anchor มาแสดงแทน เพราะฉะนั้น H1 กับ title ควรสอดคล้องกัน และปีใน title ใส่เฉพาะเมื่อเนื้อหาผูกกับปีจริงๆ เพราะต้องคอยอัปเดต
Meta description: เขียนให้คนอ่านรู้ว่าจะได้อะไร
ตามเอกสาร เรื่อง Snippet ข้อความที่แสดงใต้ title ส่วนใหญ่ Google สร้างจากเนื้อหาในหน้า และจะใช้ meta description เฉพาะเมื่อมันอธิบายหน้านั้นได้ดีกว่า ผมจึงมองมันเป็นคำโฆษณาสั้นๆ ที่เราเสนอให้ Google มากกว่าปุ่มปรับอันดับ
- เขียนแยกทุกหน้า ห้ามใช้ข้อความเดียวกันทั้งเว็บ
- สรุปสิ่งที่หน้านั้นให้จริง เช่น วิธีทำ ตัวเลข หรือเครื่องมือที่ใช้
- อย่าเป็นลิสต์คำค้นเรียงกัน Google ยกเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีโดยตรง
Google อาจเขียน snippet ใหม่ตามคำค้นของแต่ละคน ถ้าเห็น snippet ใน Search ไม่ตรงกับที่ตั้งไว้ นั่นเป็นพฤติกรรมปกติ ไม่ได้แปลว่าตั้งผิด
Heading และโครงเนื้อหา
Google บอกว่าควรทำให้ชัดว่าข้อความไหนคือชื่อหลักของหน้า เช่น ใช้ H1 ตัวแรกที่เด่นที่สุด ผมจึงใช้กติกาง่ายๆ คือ มี H1 เดียว (WordPress ใส่จากชื่อโพสต์ให้อยู่แล้ว) แล้วใช้ H2 เป็น “คำถามที่คนอ่านจะถามต่อ” ไม่ใช่หัวข้อทางการ เช่น “Title: ส่วนแรกที่คนเห็นใน Google” ดีกว่า “ความสำคัญของ Title”
ย่อหน้าแรกควรตอบคำถามของคีย์เวิร์ดทันที ไม่ต้องเกริ่นยาว คนที่เปิดมาจาก Google ตัดสินใจกดย้อนกลับภายในไม่กี่วินาที ส่วนเรื่องความลึกของเนื้อหา แนวคิด people-first content ของ Google ถามว่า เนื้อหานี้ให้ข้อมูลหรือมุมมองที่คนอ่านไม่ได้จากหน้าอื่นหรือเปล่า ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมเขียนหลายบทความของเว็บนี้ใหม่
จากการตรวจ Search Console ของ eHowMe เองมี 32 หน้าที่ Google เข้ามาอ่านแล้วแต่ยังไม่นำไปจัดทำดัชนี ส่วนใหญ่เป็นบทความที่เนื้อหาบางหรือซ้ำกับหน้าอื่น การเติมคีย์เวิร์ดลงไปไม่ช่วยอะไรกับหน้าพวกนี้ ต้องเพิ่มเนื้อหาที่มีประโยชน์จริง
URL และ slug
คำแนะนำเรื่อง URL ของ Google คือใช้คำที่อ่านออกแทนตัวเลข ใช้ขีดกลาง (-) คั่นคำแทน underscore และใช้ภาษาของกลุ่มผู้อ่าน เว็บนี้เลือก slug เป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ เช่น /seo-on-page/ เพราะลิงก์ไทยเข้ารหัสแล้วยาวและก๊อปไปแปะที่อื่นแล้วอ่านไม่ออก
ข้อควรระวังคือ อย่าแก้ slug ของบทความที่มีอันดับแล้วโดยไม่ทำ redirect เพราะลิงก์เดิมจะพัง วิธีทำอ่านที่ 301 Redirect
ลิงก์ภายใน: เชื่อมหน้าที่ควรไปด้วยกัน
เอกสาร Link best practices ให้หลักไว้สามข้อ ลิงก์ต้องเป็นแท็ก a ที่มี href, anchor ต้องบอกว่าปลายทางคืออะไร (ไม่ใช่ “คลิกที่นี่”) และทุกหน้าที่สำคัญควรมีลิงก์ชี้เข้าจากหน้าอื่นอย่างน้อยหนึ่งหน้า Google ยังบอกว่าไม่มีจำนวนลิงก์ที่เหมาะที่สุด แต่ถ้ารู้สึกว่ามากไปก็มักจะมากไปจริง
ในทางปฏิบัติ ผมวางลิงก์กลางประโยคที่พูดถึงเรื่องนั้นอยู่พอดี และลิงก์ URL เดียวกันแค่ครั้งเดียวต่อบทความ การจัดกลุ่มบทความให้ลิงก์เข้าหาหน้าหลักของหัวข้อเรียกว่า topic cluster อ่านต่อที่ Content Cluster และเรื่องการวางโครงเว็บทั้งเว็บอยู่ที่ โครงสร้างเว็บไซต์เพื่อ SEO
รูปภาพ: alt text, ชื่อไฟล์ และขนาด
ตาม Google image SEO alt text เป็นแอตทริบิวต์สำคัญที่สุดของรูป ควรเขียนให้อธิบายรูปจริงๆ ตามบริบทของหน้า ไม่ใช่ยัดคีย์เวิร์ด ตัวอย่าง “ภาพหน้าตั้งค่า Titles & Meta ของ Rank Math” ดีกว่า “seo seo wordpress seo”
- ใช้แท็ก img ปกติ Google ไม่จัดทำดัชนีรูปที่ใส่เป็น CSS background
- ตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความ เช่น rank-math-sitemap-settings.jpg ไม่ใช่ IMG0023.jpg
- วางรูปใกล้ข้อความที่เกี่ยวข้อง และบีบอัดให้ไฟล์ไม่ใหญ่เกินจำเป็น
รูปที่หนักเกินไปทำให้หน้าโหลดช้า ซึ่งต่อไปยังหัวข้อถัดไป
ความเร็วและการแสดงผลบนมือถือ
ความเร็วเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ใช้งานที่ Google ดูเมื่อประเมินหน้า แต่อย่าเข้าใจว่าคะแนนสูงแปลว่าอันดับดี ผมใช้มันหาจุดที่ทำให้คนรอ เช่น รูปใหญ่ ปลั๊กอินที่โหลด script เยอะ ถ้าอยากไล่ตัวเลข อ่านวิธีใช้เครื่องมือที่ PageSpeed Insights และตัวชี้วัดฝั่ง WordPress ที่ Core Web Vitals
ตั้งค่า On-Page ด้วย Rank Math
ปลั๊กอินช่วยให้ลงมือเร็วขึ้น แต่ไม่ได้ทำ SEO แทนเรา ที่ eHowMe ผมใช้ Rank Math สามส่วนหลัก
- Snippet Editor ใส่ focus keyword, title และ description ของแต่ละหน้า
- Titles & Meta ตั้งเทมเพลตเริ่มต้นของโพสต์และหมวดหมู่ เพื่อไม่ให้หน้าที่ลืมแก้ไม่มี title
- Sitemap และ noindex กันหน้าที่ไม่ควรโผล่ใน Google เช่นหน้าแท็ก
คะแนนสีเขียวของ Rank Math เป็นเช็กลิสต์ของปลั๊กอิน ไม่ใช่ตัวทำนายอันดับ หน้าที่ได้ 100 คะแนนแต่เนื้อหาบางก็ยังไม่ติดดัชนีได้ ขั้นตอนตั้งค่าทั้งหมดพร้อมภาพหน้าจออยู่ใน คู่มือตั้งค่า Rank Math แต่ถ้าใช้ปลั๊กอินอื่นอยู่ หลักการด้านบนเหมือนกัน
แก้แล้ว รอผลและตรวจยังไง
Google ต้องเข้ามาอ่านหน้าใหม่ก่อนจึงเห็นการเปลี่ยนแปลง เอกสารระบุว่าใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ ถ้าอยากเร่ง ใช้ Request Indexing ใน Google Search Console ได้ แต่ไม่รับประกันว่าจะติดดัชนีทันที
- เปิด URL Inspection ของหน้าที่แก้ แล้วดูว่า Google อ่านเวอร์ชันล่าสุดหรือยัง
- กด Request Indexing หนึ่งครั้งพอ ไม่ต้องกดซ้ำ
- รอสองถึงสี่สัปดาห์ แล้วเทียบ Impressions และ CTR ของหน้านั้นใน Performance
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- ยัดคีย์เวิร์ดซ้ำใน title และ alt จนอ่านแล้วแปลก ซึ่งตรงกับสิ่งที่ Google เรียกว่า keyword stuffing
- ใช้ title และ description ชุดเดียวกันหลายหน้า
- แก้ On-Page ทั้งที่เนื้อหาบางมาก ควรเติมเนื้อหาก่อน
- เขียนสองบทความเรื่องเดียวกันแข่งกันเอง ถ้าอยากได้เวอร์ชันสรุปสั้นห้าข้อ ดู เทคนิค On-Page SEO สำหรับเจ้าของเว็บ
- ลืมตรวจหน้าเก่า On-Page ไม่ใช่งานครั้งเดียว
คำถามที่พบบ่อย
SEO On-Page คืออะไร
คือการปรับองค์ประกอบในหน้าเว็บของเราเอง เช่น title, meta description, heading, เนื้อหา, URL, ลิงก์ภายในและรูปภาพ เพื่อให้ผู้อ่านและ Google เข้าใจว่าหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร
SEO On-Page กับ Off-Page ต่างกันอย่างไร
On-Page คือสิ่งที่แก้ได้ในเว็บของเราเอง ส่วน Off-Page คือสัญญาณจากภายนอก เช่น backlink จากเว็บอื่นและการถูกพูดถึง ควรทำ On-Page ให้เรียบร้อยก่อน
Meta description มีผลต่ออันดับไหม
Google ไม่ได้ระบุว่าใช้ meta description เป็นสัญญาณจัดอันดับ แต่อาจนำมาแสดงเป็น snippet เมื่อมันอธิบายหน้าได้ดี จึงช่วยเรื่องการคลิกได้
ต้องใช้ Rank Math หรือ Yoast ไหม
ไม่จำเป็น ปลั๊กอินแค่ช่วยให้แก้ title, description และ sitemap สะดวกขึ้น หลักการ On-Page เหมือนกันไม่ว่าจะใช้ปลั๊กอินไหน
แก้ On-Page แล้วนานแค่ไหนถึงเห็นผล
ขึ้นกับว่า Google กลับมาอ่านหน้านั้นเมื่อไร โดยทั่วไปตั้งแต่ไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ แนะนำให้รอสองถึงสี่สัปดาห์ก่อนประเมิน
แหล่งอ้างอิง
- Google Search Central: Influencing your title links
- Google Search Central: Control your snippets in search results
- Google Search Central: Link best practices
- Google Search Central: URL structure best practices
- Google Search Central: Image SEO best practices
- Google Search Central: Creating helpful, reliable, people-first content






